ทำเนียบรัฐบาล--7 ก.ย.--บิสนิวส์
คณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติรับทราบแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤตตามที่คณะอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤตเสนอ ว่าที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต เพื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. วัตถุประสงค์
1.1 ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจวางแผนดำเนินงาน และติดตามประเมินผลการแก้ปัญหาวิกฤตของชุมชนในลักษณะประชาคม
1.2 เสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งจำแนกเป็น 3 ด้าน คือ
1) ปรับวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคลากรภาคราชการให้สนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การพัฒนาแบบองค์รวม และการทำงานร่วมกับภาคีการพัฒนา
2) ปรับกลไก มาตรการ ระบบงาน และระเบียบของภาครัฐให้สนับสนุนการทำงานตามแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการพัฒนาแบบองค์รวม
3) ระดมความร่วมมือทางสังคมทุก ๆ ด้านเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนสามารถเผชิญกับปัญหาวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. องค์กรบริหาร
องค์กรบริหารการแก้ไขปัญหาวิกฤตในระดับชาติ คือ คณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์) เป็นประธาน)ส่วนระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล และคณะกรรมการหมู่บ้าน ตามลำดับ
3. กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
3.1 ส่งเสริมศักยภาพกรรมการหมู่บ้านในการเป็นแกนเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดย
- สร้างจิตสำนึกของประชาชน กลุ่ม/องค์กร ให้มีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤต
- เพิ่มขีดความสามารถของผู้นำหมู่บ้านในการวิเคราะห์สถานการณ์ การจัดทำแผนปฏิบัติการ และการดำเนินงานตามแผนฯ ดังกล่าว
- จัดเวทีการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชน ชาวบ้าน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ผลกระทบของวิกฤตที่มีต่อชุมชน วางแผนแก้ไขปัญหา ติดตามการปฏิบัติตามแผน และประเมินผลการปฏิบัติงานร่วมกัน
- ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างหมู่บ้านในการจัดทำแผนร่วมกัน
3.2 ส่งเสริมศักยภาพขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบลในการเป็นแกนสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในตำบล โดย
- พัฒนาทัศนคติขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ให้ยอมรับและสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ปัญหาวิกฤต
- เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ในการบริหารจัดการในกระบวนการแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤต
- ส่งเสริมบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ในการสนับสนุนกรรมการหมู่บ้านจัดเวทีการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤต
3.3 สนับสนุนการส่งเสริมศักยภาพของกรรมการหมู่บ้านและองค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล โดย
- จัดตั้งกลุ่มแกนระดับตำบล ให้สนับสนุนการบริหารจัดการพัฒนาและวิชาการให้แก่หมู่บ้าน
- สร้างและพัฒนาเครือข่ายระหว่างกรรมการหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
- สนับสนุนศูนย์ข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชนในการให้ข้อมูลแก่หมู่บ้านในการจัดทำแผนฯ
4. ขั้นตอนดำเนินงานของกระบวนการ
- กรรมการหมู่บ้านจัดเวทีประชาคมให้แก่กลุ่ม/องค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฯลฯ ร่วมกันเรียนรู้ข้อมูลสถานการณ์ของหมู่บ้าน ปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหา เป็นแผนแก้ไขปัญหาวิกฤตของหมู่บ้าน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ
- กรรมการหมู่บ้านนำเสนอแผนในส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการเองได้ต่อองค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล เพื่อวิเคราะห์และจัดสรรงบประมาณสนับสนุน ทั้งนี้ ในส่วนที่เกินความสามารถขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบลให้นำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาอำเภอ
- คณะกรรมการพัฒนาอำเภอ/องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล และกลุ่มแกนระดับตำบล ร่วมกันติดตามการดำเนินการตามแผน/แนวทางการพัฒนาของหมู่บ้านที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้เอง
- กรรมการหมู่บ้าน/องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล และกลุ่มแกนระดับตำบล สรุปบทเรียนเป็นระยะเพื่อเรียนรู้ร่วมกันและวางแผนปฏิบัติงานต่อไปเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง
5. องค์กรดำเนินการ
องค์กรหลักในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต คือ กลุ่มแกนระดับตำบล ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 5 - 7 คน ได้แก่ คปต. กำนัน นักพัฒนาองค์กรเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน/ผู้ทรงคุณวุฒิ ฯลฯ คัดเลือกและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาอำเภอ
6. กลไกดำเนินการ กลไกในการดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤต คือ
6.1 แผนพัฒนา คือ แผนพัฒนาที่มีอยู่ในระดับจังหวัดถึงระดับตำบล เสริมด้วยการจัดทำแผนแก้ไขวิกฤตของหมู่บ้านซึ่งประกอบด้วย การแก้ไขวิกฤต 3 แนวทาง คือ แนวทางในการพึ่งตนเอง แนวทางในการร่วมมือกับหมู่บ้าน ตำบล หรือหน่วยงานต่าง ๆ และแนวทางในการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ
6.2 ศูนย์รวมใจแก้ไขวิกฤต คือ สำนักงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต เป็นศูนย์บริหารการปฏิบัติงานตามแผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฯ แบบเบ็ดเสร็จ เชื่อมโยงการติดต่อการบริการข้อมูลข่าวสาร ปัญหาและความต้องการจากระดับชุมชนถึงระดับจังหวัด และศูนย์รวมใจฯ ระดับจังหวัด เชื่อมโยงถึงสำนักงานอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฯ
7. งบประมาณ
งบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการ/กิจกรรม/แผนงานของหมู่บ้าน ตำบล หรือประชาคม ใช้จากงบประมาณปกติที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่าง ๆ งบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่น และความช่วยเหลือจากแหล่งทุนต่าง ๆ
8. พื้นที่เป้าหมายดำเนินการ
ดำเนินงานทุกจังหวัดทั่วประเทศตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ และเพื่อส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนจึงกำหนดให้มีเครือข่ายการเรียนรู้ระดับเขต 13 เครือข่าย ที่มีจังหวัดเป็นแกนของเครือข่าย 13 จังหวัด ประกอบด้วย นครนายก จันทบุรีอุบลราชธานี เลย เชียงราย พิษณุโลก เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ยะลา พระนครศรีอยุธยา มหาสารคาม นครสวรรค์ และภูเก็ต ทั้งนี้ให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่เครือข่ายการเรียนรู้อีก 1 เครือข่าย รวมเครือข่ายการเรียนรู้ 14 เครือข่าย
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ชุดนายชวน หลีกภัย)--วันที่ 6 กันยายน 2542--
คณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติรับทราบแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤตตามที่คณะอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤตเสนอ ว่าที่ประชุมมีมติให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต เพื่อใช้เป็นกรอบในการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. วัตถุประสงค์
1.1 ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจวางแผนดำเนินงาน และติดตามประเมินผลการแก้ปัญหาวิกฤตของชุมชนในลักษณะประชาคม
1.2 เสริมสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งจำแนกเป็น 3 ด้าน คือ
1) ปรับวิธีคิด ทัศนคติ และพฤติกรรมของบุคลากรภาคราชการให้สนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การพัฒนาแบบองค์รวม และการทำงานร่วมกับภาคีการพัฒนา
2) ปรับกลไก มาตรการ ระบบงาน และระเบียบของภาครัฐให้สนับสนุนการทำงานตามแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการพัฒนาแบบองค์รวม
3) ระดมความร่วมมือทางสังคมทุก ๆ ด้านเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนสามารถเผชิญกับปัญหาวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. องค์กรบริหาร
องค์กรบริหารการแก้ไขปัญหาวิกฤตในระดับชาติ คือ คณะกรรมการนโยบายสังคมแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์) เป็นประธาน)ส่วนระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาจังหวัด คณะกรรมการพัฒนาอำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล และคณะกรรมการหมู่บ้าน ตามลำดับ
3. กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
3.1 ส่งเสริมศักยภาพกรรมการหมู่บ้านในการเป็นแกนเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดย
- สร้างจิตสำนึกของประชาชน กลุ่ม/องค์กร ให้มีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤต
- เพิ่มขีดความสามารถของผู้นำหมู่บ้านในการวิเคราะห์สถานการณ์ การจัดทำแผนปฏิบัติการ และการดำเนินงานตามแผนฯ ดังกล่าว
- จัดเวทีการมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชน ชาวบ้าน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ผลกระทบของวิกฤตที่มีต่อชุมชน วางแผนแก้ไขปัญหา ติดตามการปฏิบัติตามแผน และประเมินผลการปฏิบัติงานร่วมกัน
- ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างหมู่บ้านในการจัดทำแผนร่วมกัน
3.2 ส่งเสริมศักยภาพขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบลในการเป็นแกนสนับสนุนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในตำบล โดย
- พัฒนาทัศนคติขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ให้ยอมรับและสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ปัญหาวิกฤต
- เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ในการบริหารจัดการในกระบวนการแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤต
- ส่งเสริมบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ในการสนับสนุนกรรมการหมู่บ้านจัดเวทีการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาผลกระทบของวิกฤต
3.3 สนับสนุนการส่งเสริมศักยภาพของกรรมการหมู่บ้านและองค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล โดย
- จัดตั้งกลุ่มแกนระดับตำบล ให้สนับสนุนการบริหารจัดการพัฒนาและวิชาการให้แก่หมู่บ้าน
- สร้างและพัฒนาเครือข่ายระหว่างกรรมการหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
- สนับสนุนศูนย์ข้อมูลของกรมการพัฒนาชุมชนในการให้ข้อมูลแก่หมู่บ้านในการจัดทำแผนฯ
4. ขั้นตอนดำเนินงานของกระบวนการ
- กรรมการหมู่บ้านจัดเวทีประชาคมให้แก่กลุ่ม/องค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ฯลฯ ร่วมกันเรียนรู้ข้อมูลสถานการณ์ของหมู่บ้าน ปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหา เป็นแผนแก้ไขปัญหาวิกฤตของหมู่บ้าน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในรูปแบบต่าง ๆ
- กรรมการหมู่บ้านนำเสนอแผนในส่วนที่ไม่สามารถดำเนินการเองได้ต่อองค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล เพื่อวิเคราะห์และจัดสรรงบประมาณสนับสนุน ทั้งนี้ ในส่วนที่เกินความสามารถขององค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบลให้นำเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาอำเภอ
- คณะกรรมการพัฒนาอำเภอ/องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล และกลุ่มแกนระดับตำบล ร่วมกันติดตามการดำเนินการตามแผน/แนวทางการพัฒนาของหมู่บ้านที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้เอง
- กรรมการหมู่บ้าน/องค์การบริหารส่วนตำบล/สภาตำบล และกลุ่มแกนระดับตำบล สรุปบทเรียนเป็นระยะเพื่อเรียนรู้ร่วมกันและวางแผนปฏิบัติงานต่อไปเป็นวงจรอย่างต่อเนื่อง
5. องค์กรดำเนินการ
องค์กรหลักในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต คือ กลุ่มแกนระดับตำบล ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 5 - 7 คน ได้แก่ คปต. กำนัน นักพัฒนาองค์กรเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน/ผู้ทรงคุณวุฒิ ฯลฯ คัดเลือกและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการพัฒนาอำเภอ
6. กลไกดำเนินการ กลไกในการดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤต คือ
6.1 แผนพัฒนา คือ แผนพัฒนาที่มีอยู่ในระดับจังหวัดถึงระดับตำบล เสริมด้วยการจัดทำแผนแก้ไขวิกฤตของหมู่บ้านซึ่งประกอบด้วย การแก้ไขวิกฤต 3 แนวทาง คือ แนวทางในการพึ่งตนเอง แนวทางในการร่วมมือกับหมู่บ้าน ตำบล หรือหน่วยงานต่าง ๆ และแนวทางในการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ
6.2 ศูนย์รวมใจแก้ไขวิกฤต คือ สำนักงานเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพื่อเผชิญปัญหาวิกฤต เป็นศูนย์บริหารการปฏิบัติงานตามแผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฯ แบบเบ็ดเสร็จ เชื่อมโยงการติดต่อการบริการข้อมูลข่าวสาร ปัญหาและความต้องการจากระดับชุมชนถึงระดับจังหวัด และศูนย์รวมใจฯ ระดับจังหวัด เชื่อมโยงถึงสำนักงานอนุกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฯ
7. งบประมาณ
งบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการ/กิจกรรม/แผนงานของหมู่บ้าน ตำบล หรือประชาคม ใช้จากงบประมาณปกติที่มีอยู่แล้วของหน่วยงานต่าง ๆ งบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่น และความช่วยเหลือจากแหล่งทุนต่าง ๆ
8. พื้นที่เป้าหมายดำเนินการ
ดำเนินงานทุกจังหวัดทั่วประเทศตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ และเพื่อส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนจึงกำหนดให้มีเครือข่ายการเรียนรู้ระดับเขต 13 เครือข่าย ที่มีจังหวัดเป็นแกนของเครือข่าย 13 จังหวัด ประกอบด้วย นครนายก จันทบุรีอุบลราชธานี เลย เชียงราย พิษณุโลก เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ยะลา พระนครศรีอยุธยา มหาสารคาม นครสวรรค์ และภูเก็ต ทั้งนี้ให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่เครือข่ายการเรียนรู้อีก 1 เครือข่าย รวมเครือข่ายการเรียนรู้ 14 เครือข่าย
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ชุดนายชวน หลีกภัย)--วันที่ 6 กันยายน 2542--