คณะรัฐมนตรีพิจารณาการลงนามอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ ค.ศ.2055 (International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วมีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ในช่วง Treaty Event ระหว่างการประชุม High-Level Plenary Meeting ของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 60 ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2548 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในโอกาสแรก เพื่อแจ้งเลขาธิการสหประชาชาติทราบภายในวันที่ 1 กันยายน 2548
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2548 สมัชชาสหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ ค.ศ.2055 (International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism) โดยฉันทามติ ซึ่งตามข้อ 24 ของอนุสัญญาฯ จะเปิดให้มีการลงนามที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 กันยายน 2548 ถึง 31 ธันวาคม 2549 ทั้งนี้ ในช่วงการประชุม High-Level Plenary Meeting ของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 60 ในเดือนกันยายน 2548 นี้ สหประชาชาติกำหนดจัด Treaty Event ขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2548 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยเชิญชวนให้บรรดาประเทศต่าง ๆ ลงนาม และให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติสนธิสัญญาที่เลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้เก็บรักษา ซึ่งจะเน้นถึงสนธิสัญญาที่ครอบคลุมถึงประเด็นปัญญาที่มีความเกี่ยวพันกัน อาทิ การต่อต้านการก่อการร้าย การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร การฉ้อราษฎร์บังหลวง สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และการลดอาวุธ ตามแนวทางของรายงานคณะผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงว่าด้วยภัยคุกคาม ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง โดยอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์เป็นหนึ่งในบรรดาสนธิสัญญาที่เปิดให้มีการลงนาม
คณะกรรมการเพื่อพิจารณาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศได้มีมติเห็นชอบให้ไทยลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ ค.ศ.2055 ซึ่งบัญญัติให้รัฐภาคีมีพันธกรณี โดยสรุปดังนี้
1. บัญญัติให้การกระทำผิดตามอนุสัญญาฯ เป็นความผิดที่มีบทลงโทษร้ายแรงตามกฎหมายภายในของตน
2. แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และรักษาความลับของข้อมูลข่าวสาร
3. กำหนดมาตรการการปฏิบัติต่อวัสดุกัมมันตรังสีและอุปกรณ์อย่างปลอดภัย
4. ดำเนินคดี หรือส่งตัวผู้กระทำผิดตามอนุสัญญาฯ เป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยอนุสัญญาฯ ระบุให้ความผิดตามอนุสัญญาฯ เป็นความผิดที่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนในความตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รัฐภาคีมีอยู่ระหว่างกัน
5. ให้ความร่วมมือทางอาญาในการสืบสวนสอบสวน
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) วันที่ 30 สิงหาคม 2548--จบ--
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการว่า เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2548 สมัชชาสหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ ค.ศ.2055 (International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism) โดยฉันทามติ ซึ่งตามข้อ 24 ของอนุสัญญาฯ จะเปิดให้มีการลงนามที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ระหว่างวันที่ 14 กันยายน 2548 ถึง 31 ธันวาคม 2549 ทั้งนี้ ในช่วงการประชุม High-Level Plenary Meeting ของสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 60 ในเดือนกันยายน 2548 นี้ สหประชาชาติกำหนดจัด Treaty Event ขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน 2548 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก โดยเชิญชวนให้บรรดาประเทศต่าง ๆ ลงนาม และให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติสนธิสัญญาที่เลขาธิการสหประชาชาติเป็นผู้เก็บรักษา ซึ่งจะเน้นถึงสนธิสัญญาที่ครอบคลุมถึงประเด็นปัญญาที่มีความเกี่ยวพันกัน อาทิ การต่อต้านการก่อการร้าย การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร การฉ้อราษฎร์บังหลวง สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และการลดอาวุธ ตามแนวทางของรายงานคณะผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงว่าด้วยภัยคุกคาม ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง โดยอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์เป็นหนึ่งในบรรดาสนธิสัญญาที่เปิดให้มีการลงนาม
คณะกรรมการเพื่อพิจารณาการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับการก่อการร้ายระหว่างประเทศได้มีมติเห็นชอบให้ไทยลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายที่ใช้นิวเคลียร์ ค.ศ.2055 ซึ่งบัญญัติให้รัฐภาคีมีพันธกรณี โดยสรุปดังนี้
1. บัญญัติให้การกระทำผิดตามอนุสัญญาฯ เป็นความผิดที่มีบทลงโทษร้ายแรงตามกฎหมายภายในของตน
2. แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และรักษาความลับของข้อมูลข่าวสาร
3. กำหนดมาตรการการปฏิบัติต่อวัสดุกัมมันตรังสีและอุปกรณ์อย่างปลอดภัย
4. ดำเนินคดี หรือส่งตัวผู้กระทำผิดตามอนุสัญญาฯ เป็นผู้ร้ายข้ามแดน โดยอนุสัญญาฯ ระบุให้ความผิดตามอนุสัญญาฯ เป็นความผิดที่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนในความตกลงส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่รัฐภาคีมีอยู่ระหว่างกัน
5. ให้ความร่วมมือทางอาญาในการสืบสวนสอบสวน
--ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ชุดพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) วันที่ 30 สิงหาคม 2548--จบ--