นายกรัฐมนตรีปาฐกถาพิเศษเรื่องแนวนโยบายในการจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย ในการสัมมนาเรื่องแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำ สภาผู้แทนราษฎร
วันนี้ เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "แนวนโยบายในการจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย" ในการสัมมนาเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อเป็นการระดมความคิดและเสนอแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำจากหน่วยงานราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 300 คน 2) เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอย่างบูรณาการ 3) เพื่อหาแนวทางและวิธีการพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศให้เป็นระบบอย่างเป็นมาตรฐานและยั่งยืน 4) เพื่อให้ชุมชนและองค์กรท้องถิ่น รวมทั้งภาคเอกชน ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลมีความสนใจในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากแม่น้ำสายหลักของประเทศคือ แม่น้ำวังไหลรวมกับแม่น้ำปิงที่อำเภอวังเจ้าเหนือจังหวัดกำแพงเพชร แม่น้ำยมไหลรวมกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แล้วแม่น้ำทั้งสองสายจึงไหลมารวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสามารถสร้างเป็นลุ่มน้ำได้ 3 ลุ่ม คือ เขื่อนกิ่วลมในแม่น้ำวังที่ปัจจุบันจุน้ำได้ถึง 12 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนภูมิพลฯ ในแม่น้ำปิงที่จุน้ำได้ถึง 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์ในแม่น้ำน่านที่จุน้ำได้ถึง 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่สามารถจุน้ำได้ถึง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนในภาคกลางนั้น มีการสร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรและการผลิตไฟฟ้าระบบไฮโดร เพราะทำให้มีน้ำตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงปีละ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อตกลงภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) เพราะอยู่ติดแม่น้ำโขง 700 กิโลเมตร ตลอดจนได้ทำความตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยจะซื้อน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศประมาณ 300,000 ล้านบาท และพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืนต่อไป
--กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก--
วันนี้ เวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ หมายเลข 213-216 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "แนวนโยบายในการจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศไทย" ในการสัมมนาเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืน ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อเป็นการระดมความคิดและเสนอแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำจากหน่วยงานราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 300 คน 2) เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคอย่างบูรณาการ 3) เพื่อหาแนวทางและวิธีการพัฒนาแหล่งน้ำทั่วประเทศให้เป็นระบบอย่างเป็นมาตรฐานและยั่งยืน 4) เพื่อให้ชุมชนและองค์กรท้องถิ่น รวมทั้งภาคเอกชน ได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่ารัฐบาลมีความสนใจในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากแม่น้ำสายหลักของประเทศคือ แม่น้ำวังไหลรวมกับแม่น้ำปิงที่อำเภอวังเจ้าเหนือจังหวัดกำแพงเพชร แม่น้ำยมไหลรวมกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ แล้วแม่น้ำทั้งสองสายจึงไหลมารวมกันที่จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งสามารถสร้างเป็นลุ่มน้ำได้ 3 ลุ่ม คือ เขื่อนกิ่วลมในแม่น้ำวังที่ปัจจุบันจุน้ำได้ถึง 12 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนภูมิพลฯ ในแม่น้ำปิงที่จุน้ำได้ถึง 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนสิริกิติ์ในแม่น้ำน่านที่จุน้ำได้ถึง 9,500 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่สามารถจุน้ำได้ถึง 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนในภาคกลางนั้น มีการสร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเกษตรและการผลิตไฟฟ้าระบบไฮโดร เพราะทำให้มีน้ำตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงปีละ 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อตกลงภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) เพราะอยู่ติดแม่น้ำโขง 700 กิโลเมตร ตลอดจนได้ทำความตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยจะซื้อน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อการบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศประมาณ 300,000 ล้านบาท และพร้อมให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาน้ำ สภาผู้แทนราษฎร ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการและยั่งยืนต่อไป
--กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก--