นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวจากตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มว่า สำหรับการกู้ร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมนั้น เมื่อวานพบ 2 ร่างแต่ยังไม่สามารถนำออกมาได้ ซึ่งจะเร่งดำเนินการไปด้วยความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัย โดยทีมช่วยเหลือทั้งหมดยังคงพร้อมที่จะเดินหน้ากันต่อไปอย่างเต็มที่
พร้อมได้กล่าวขอโทษประชาชนที่ทีมช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงจุดที่พบสัญญาณชีพเมื่อวานนี้ (3 เม.ย.) เนื่องจากพบแผ่นคอนกรีตขวางอยู่ และระดมทีมช่วยเหลือเข้าไปทำงานนับร้อยคนเข้าไปสำรวจทุกจุดที่สามารถเข้าไปได้ โดยสามารถขนเศษปูนออกไปได้ประมาณ 20 ตัน
"เมื่อคืนเวลาเที่ยงคืนสรุปว่าเข้าไปถึง เจอเหล็ก เจอโพรงแคบ คงต้องใช้เครื่องมือหนักต่อไปในอนาคต ทุกคนเสียใจ แต่เชื่อว่าทุกคนทำดีที่สุดแล้ว" นายชัชชาติ กล่าว
สำหรับขั้นตอนการปฏิบัติการหลังจากนี้ไปจะใช้เครื่องมือหนักมากขึ้น แต่ยังไม่หมดหวังเรื่องการค้นพบผู้รอดชีวิตจากซากอาคารถล่ม โดยยังคงดำเนินการทั้งเรื่องการค้นหาผู้รอดชีวิตและการรื้อถอนคู่ขนานกันไป การปฏิบัติการหลังจากนี้จะให้น้ำหนักเรื่องการรื้อถอนมากขึ้น พร้อมทั้งเก็บหลักฐานให้กับหน่วยตรวจสอบด้วย
โดยผู้เชี่ยวชาญได้ประมาณการว่าซากอาคาร สตง.ที่ต้องรื้อถอนจะมีปริมาณราว 1.5 หมื่นลูกบาศก์เมตร คิดเป็นน้ำหนัก 4 หมื่นตัน ต้องใช้เวลาในการรื้อย้ายราว 30-60 วัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ขนย้ายซากออกไปได้ไม่ถึง 5% ที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามกระบวนการเป็นไปตามมาตรฐานและข้อเท็จจริง การทำงานของทุกภาคส่วนก็บูรณาการความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
"ยังไม่หมดหวัง จะมีทีม Rescue คอย stand by อยู่ตลอด และมีคนคอย monitor สัญญาณชีพ ถ้าเกิดเจอ ทีม Rescue ก็จะเข้า ต้องใช้เครื่องมือเพื่อเปิดพื้นที่ให้มากขึ้น หากเป็นตึกธรรมดาคงไม่ใช้เวลานานขนาดนี้ แต่เนื่องจากเราต้องดูเรื่อง Rescue ด้วย ทุกอย่างเป็นเหตุการณ์ที่ต้องปรับกันหน้างาน" นายชัชชาติ กล่าว
ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า หลังจากนี้ความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยของอาคารใน กทม.น่าจะดีขึ้น เพราะเกือบทุกอาคารปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ยกเว้นอาคาร สตง.ที่กำลังก่อสร้างเพียงแห่งเดียว
ด้าน พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ปลัด กทม.กล่าวว่า ขอความร่วมมือจากสื่อกรณีที่มีการใช้ภาพข่าวเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ซึ่งอาจทำให้สังคมเกิดความสับสน ขณะที่การกู้ซากอาคาร สตง.ถล่มนั้นได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคีเครือข่าย โดยยืนยันจะร่วมกันดำเนินการเป็นหนึ่งเดียวกันจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ