เลขาธิการ สมช.กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าวไม่เกี่ยวกับกลุ่มบีอาร์เอ็น แต่เป็นกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่าเป็นกลุ่มใด อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพที่ประเทศมาเลเซียครั้งล่าสุด
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังจะเพิ่มการดูแลครูและนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ โดยเจ้าหน้าที่จะดูยังคงดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันฝ่ายความมั่นคงจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ให้มากขึ้น
เลขาธิการ สมช. ยังกล่าวถึงกรณีข้อเสนอทั้ง 5 ข้อของกลุ่มบีอาร์เอ็นว่า กองทัพได้รับทราบแล้วและเห็นควรให้ใช้แนวทางการพูดคุยต่อไป ดังนั้นหน่วยงาน ศอ.บต.และหน่วยงานในพื้นที่จะได้หารือกันในเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ดี จากการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นถึง 2 ครั้ง ทำให้ทราบปัญหาที่เกิด แต่หากมีอุปสรรคอื่นๆ ก็สามารถหยุดการพูดคุยได้ ซึ่งประเทศมาเลเซียก็มีความเข้าใจในบทบาทการเป็นผู้อำนวยการพูดคุย และไม่มีเสียงทัดทานจากมาเลเซีย เพราะเห็นว่าการแก้ปัญหานี้ได้ประโยชน์ร่วมกัน
ส่วนกรอบเวลาในการพูดคุยกันนั้นขึ้นอยู่กับทั้ง 2 ฝ่ายที่จะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันมากที่สุด ก่อนที่จะยกระดับจากการพูดคุยรับฟังข้อเสนอไปสู่การเจรจาอย่างแท้จริง
พล.ท.ภราดร ระบุว่า หลังการพูดคุยจะรอดูท่าทีของกลุ่มบีอาร์เอ็นว่าสามารถส่งสัญญาณไปยังกลุ่มปฎิบัติการสร้างความรุนแรงในพื้นที่ได้หรือไม่ และการพูดคุยทุกครั้งฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอเรื่องของการลดเหตุความรุนแรงอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่บีอาร์เอ็นเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอเพียงฝ่ายเดียว และการพูดคุยนี้ถือว่าทั้ง 2 ฝ่าย มีความเสมอภาค เพราะเป็นเวทีเปิดที่รัฐบาลเปิดกว้างในการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ