สนพ.คาดการใช้พลังงานปี55โต4.8%ตามศก.ขยายตัว-ภาครัฐเร่งฟื้นฟูจากน้ำท่วม

ข่าวเศรษฐกิจ Monday January 9, 2012 16:21 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.ประมาณการความต้องการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นในปี 55 อยู่ที่ระดับ 1.94 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4.8% จากปี 2554 ปัจจัยที่สำคัญ คือ การคาดการณ์อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 4.5 — 5.5%

ประกอบกับปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ และการเร่งรัดการลงทุนเพื่อปรับปรุงฟื้นฟูกิจการต่าง ๆที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในช่วงปลายปี 54 ที่ผ่านมา รวมทั้งปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 105 — 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามพลังงานแต่ละชนิดคาดว่า ในปี 55 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับพลังงานประเภทอื่น คือ จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นถึง 7.4% หรือ ปริมาณ 874,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เนื่องจากมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า ภาคการขนส่งที่ผู้ใช้รถบางส่วนเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือ NGV แทน รวมทั้งภาคโรงงานอุตสาหกรรมและปิโตรเคมี ซึ่งจะส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG เพิ่มขึ้น

รองลงมา คือ ความต้องการใช้น้ำมัน ซึ่งคาดว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3.3% หรือปริมาณ 694,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ส่วนลิกไนต์/ถ่านหินความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้น 2.8% หรือ ปริมาณ 324,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 1.9% หรือปริมาณ 55,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน

ทั้งนี้ คาดว่าการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในภาพรวมปีนี้จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 3.3% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของก๊าซปิโตรเหลียมเหลว หรือ LPG มากที่สุดถึง 11.2% ไม่รวมการใช้ LPG ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รองลงมาเป็นการใช้เพิ่มในน้ำมันเครื่องบินซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4.8% เนื่องจากการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวจากภาวะอุทกภัยที่ผ่านมา ส่วนการใช้น้ำมันดีเซลจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.9% และน้ำมันเบนซินจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 0.9% ขณะที่น้ำมันเตามีการใช้ลดลงประมาณ 17.6%

สำหรับปี 54 ที่ผ่านมา การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ 1.85 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 4.1% โดยก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนการใช้มากที่สุดคือ 44% ซึ่งมีการใช้เพิ่มขึ้น 3.8% ส่วนการใช้น้ำมันมีสัดส่วนรองลงมาที่ 36% และมีการใช้เพิ่มขึ้น 3.0% ขณะที่ถ่านหินนำเข้ามีการใช้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 0.3% และการใช้ลิกไนต์เพิ่มขึ้น 5.6% สำหรับการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าจะเพิ่มขึ้น 48.2% ซึ่งเกิดจากมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำและการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป. ลาว เพิ่มขึ้น โดยในปี 54 มีไฟฟ้านำเข้าจากแหล่งน้ำงึม 2 ขนาด 615 เมกะวัตต์ ที่เริ่มจ่ายไฟฟ้าตั้งแต่เดือนมี.ค. 54 เพื่อชดเชยก๊าซธรรมชาติที่ลดลงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนส.ค. 54 อันเนื่องจากเหตุการณ์ท่อส่งก๊าซธรรมชาติรั่วในอ่าวไทย ประกอบกับปริมาณน้ำในเขื่อนมีมากในช่วงปลายปี เพราะมีพายุพัดเข้าไทยจำนวน 5 ลูก

นายสุเทพ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมามูลค่าการใช้พลังงาน มีประมาณ 1.91 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้า 6.2% โดยมูลค่าการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 43% น้ำมันเพิ่มขึ้น 7.7% ถ่านหินเพิ่มขึ้น 5.2% และพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น 3.8%

ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าพลังงานรวมปี 54 อยู่ที่ 1.24 ล้านล้านบาท โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 79% การที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูงขึ้นเพราะปัญหาความไม่สงบภายในประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายประเทศ นอกจากนี้มูลค่าการนำเข้าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากมีการนำเข้าไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำงึม 2 ของ สปป.ลาว และมูลค่าการนำก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพราะมีการนำเข้า LNG เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนพ.ค. 54 เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและ NGV

สำหรับการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในปี 54 มีการใช้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3% โดยน้ำมันเครื่องบินมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นมากที่สุด 7.6% รองลงมาคือ LPG (ไม่รวมการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) มีการใช้เพิ่มขึ้น 8.1% น้ำมันดีเซลใช้เพิ่มขึ้น 3.1% ในขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินลดลง 1.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางอุทกภัยและผู้ใช้รถบางส่วนเปลี่ยนไปใช้ NGV แทน และน้ำมันเตาก็ลดลง 6.5%

ส่วนสถานการณ์ด้านไฟฟ้าในปี 54 มีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้าอยู่ที่ 31,447 เมกะวัตต์ โดยความต้องการไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีค อยู่ที่ระดับ 24,518 เมกะวัตต์ ซึ่งต่ำกว่าระดับ Peak ของปี 53 ประมาณ 0.5% โดยปริมาณการใช้ไฟฟ้าในปีที่แล้วอยู่ที่ระดับ 147,836 กิกะวัตต์ชั่วโมง ลดลงจากปี 53 ประมาณ 0.6% เนื่องจากช่วงต้นปีที่แล้วไทยมีอากาศหนาวเย็นเป็นเวลานานและมีฝนตกมากกว่าปกติ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินและสึนามิในญี่ปุ่นส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจของไทย และปลายปียังเกิดภัยพิบัติกระทบต่อนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าลดลง โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุดถึง 45% มีการใช้ไฟลดลง 0.04% ภาคธุรกิจใช้ไฟลดลง 0.3% ภาคครัวเรือนใช้ไฟลดลง 1.8% และภาคเกษตรกรรมใช้ไฟลดลง 12.7%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ