อย่างไรก็ดี การที่ Growth Model จะสมดุลได้นั้นมีความท้าทายที่ต้องติดตาม 3 ปัจจัย คือ 1.การเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงสร้างทางประชากรที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว จากนี้จะเกิดขึ้นกับจีนและเกาหลีใต้ รวมถึงไทย ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาการขยายตัวเศรษฐกิจที่ต่ำลง และภาระภาคการคลังที่เพิ่มขึ้น เป็นข้อจำกัดต่ออุปสงค์ภายในประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นเรื่องที่ทำได้ยากและต้องดำเนินการแต่เนิ่นๆ โดยแนวทางหนึ่งที่ญี่ปุ่นนำมาใช้แก้ไขคือการกระตุ้นให้ผู้หญิงเข้าสู่ตลาดงานมากขึ้น
2.การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน เมื่อภาวะการเงินโลกมีความผ่อนคลายมากขึ้น การขยายสภาพคล่องและสินเชื่อในแต่ละประเทศ หากไม่มีความระมัดระวังจะส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการเงิน และภาวะฟองสบู่ได้ จึงจำเป็นต้องสร้างวัฒนธรรมด้านบริการทางการเงินที่ดี (Credit Culture) รวมถึงดูแลเรื่องเสถียรภาพ ความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลให้ระบบสถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง ท้าทาย
และ 3.สร้างกลไกความร่วมมือลดความเสี่ยงในภูมิภาค เช่น ความร่วมมือริเริ่มเชียงใหม่(CMIM) เพื่อให้ธุรกิจข้ามชาติมีความราบรื่นมากยิ่งขึ้น เช่น สถาบันการเงิน เป็นต้น
ผู้ว่าการ BOJ มองว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่างๆ ของโลกในขณะนี้นั้น ยังไม่พบว่ามีผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดยข้อพิพาทส่วนใหญ่ในเอเชีย และแอฟริกายังไม่ได้มีประเด็นที่เป็นนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ ส่วนปัญหาการเมืองไทยเห็นว่ามีความยืดหยุ่น ปรับตัว และมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเข้ามามีอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ถือว่าเป็นการรีสตาร์ทและเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจไทยมีความเติบโตเข้มแข็งอย่างยั่งยืน