นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการ แนวทาง และวิธีป้องกันผู้ประกอบธุรกิจประเภทต่างๆ สวมรอยบริษัทที่จดทะเบียนนิติบุคคลมาหลอกลวงประชาชน โดยจะร่วมกันจัดทำมาตรการเฝ้าระวัง และจับตาธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลอกลวงประชาชน เพื่อป้องกันและเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวังตัว
โดยการทำงานหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น เพราะกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหน้าที่รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ แต่ธุรกิจบางประเภทต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต้องได้รับอนุญาตก่อน จึงจะมาแจ้งจดวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ เช่น ธุรกิจขายตรง ต้องขออนุญาตจาก สคบ. และธุรกิจท่องเที่ยว ต้องขออนุญาตจากกรมการท่องเที่ยว เป็นต้น
"พวกมิจฉาชีพที่ตั้งใจหลอกลวงประชาชนจะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า แล้วนำบริษัทไปหลอกลวงประชาชน เช่น ทำธุรกิจขายตรง หรือท่องเที่ยว โดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตจาก สคบ. หรือกรมการท่องเที่ยวก่อน ซึ่งประชาชนไม่ได้ตรวจสอบก็จะไม่รู้ว่าบริษัทนั้นๆ ยังไม่ได้รับอนุญาต แต่ต่อไป หน่วยงานเหล่านี้จะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ทำให้ทุกหน่วยงานรู้ข้อมูลของบริษัทมากขึ้น หรืออย่างกรณีการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลบ่อยๆ กรมก็สามารถตรวจสอบกับกรมการปกครองได้ทันที" รมช.พาณิชย์ กล่าว
สำหรับ 12 หน่วยงานที่หารือร่วมกันในวันนี้ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน), กรมการปกครอง, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), กรมบังคับคดี, กรมการท่องเที่ยว และกรมที่ดิน เป็นต้น
รมช.พาณิชย์ ได้ฝากเตือนประชาชนว่าหากต้องการใช้บริการของบริษัทท่องเที่ยว หรือต้องการซื้อสินค้า หรือร่วมทำธุรกิจขายตรงกับบริษัทขายตรง ต้องตรวจสอบกับกรมการท่องเที่ยว หรือ สคบ.ก่อนว่าได้รับอนุญาตการประกอบธุรกิจแล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้รับการอนุญาต ขอให้เลิกทำธุรกิจหรือเลิกซื้อสินค้าและบริการทันที เพราะอาจเป็นมิจฉาชีพที่ตั้งใจจะหลอกลวงประชาชน