ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 27 มี.ค.68 ได้อนุมัติหลักการของร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือร่างกฎหมาย Entertainment Complex ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 9 เม.ย.นี้
จากนี้คงต้องรอดูว่า สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ได้ทันภายในสมัยประชุมนี้ที่จะปิดลงในวันที่ 11 เม.ย.68 นี้หรือไม่ หากผ่านวาระแรก ก็จะเข้าสู่กระบวนการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาร่างกฎหมาย ในขั้นตอนนี้คาดว่าใช้เวลาราว 6 เดือน ก่อนจะนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวาระ 2-3 ต่อไป
ส่วนหน้าตากาสิโนถูกกฎหมายของไทยจะออกมาแบบไหน คงต้องรอลุ้นว่าสภาฯ จะปรับแก้อย่างไร ซึ่งหากท้ายสุด กฎหมายผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ได้ รัฐบาลมั่นใจว่าจะเริ่มตอกเสาเข็มโครงการได้ภายใน 3 ปี โดยหวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอนาคตประเทศไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว
*ผลรับฟังความเห็น ส่วนใหญ่ผ่านฉลุย มีเสนอแก้บางมาตรา
ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้นำร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่ผ่านการตรวจแก้ไขโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ระหว่างวันที่ 28 ก.พ.-14 มี.ค.68 ผ่านระบบกลางของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (www.law.go.th) รวมระยะเวลา 15 วัน โดยมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 71,289 คน พบว่าส่วนใหญ่ 80.74% (57,553 คน) เห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ ในขณะที่อีก 19.26% (13,726 คน) มีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเนื้อหาของแต่ละหมวดเพิ่มเติม
ข้อสรุปที่เป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้
*หมวดคณะกรรมการนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร
ตามร่าง พ.ร.บ.ฯ กำหนดให้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกฯ เป็นรองประธาน กรรมการโดยตำแหน่ง 9 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 6 คน
คณะกรรมการนโยบายฯ มีหน้าที่สำคัญ เช่น กำหนดนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร, กำหนดนโยบายป้องกัน แก้ไข เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานบันเทิงครบวงจร, เสนอแนะแนวทางกำหนดจำนวนใบอนุญาต และพื้นที่ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร, เสนอแนะอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องกับกาสิโน, กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การให้และต่อใบอนุญาต, กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม, กำหนดประเภทกิจการที่ดำเนินได้ในสถานบันเทิงครบวงจรตามบัญชีแนบท้าย, กำหนดสัดส่วนพื้นที่กาสิโน, กำหนดเวลาเปิด-ปิด เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้มีการเสนอความเห็นว่า
- ควรเพิ่มอำนาจในการส่งเสริมการลงทุน การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งออกเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล
- ควรเพิ่มอำนาจในการกำหนดให้ผู้เข้าเล่นพนันจากต่างประเทศ สามารถนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาและนำเงินออกนอกประเทศได้โดยปราศจากข้อจำกัด และอนุญาตให้ผู้รับใบอนุญาตสามารถประกอบธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราได้ภายในกาสิโน
- ควรมีผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญอิสระ เข้าร่วมเป็นองค์ประกอบ และควรกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ
ในขณะที่ สศค.ชี้แจงว่า การจะนำเงินเข้ามา หรือนำเงินออกนอกประเทศ จะต้องเป็นไปตามที่ พ.ร.บ.ควบคุมแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ.2485 เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ตลอดจนป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
* หมวดคณะกรรมการบริหารสำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
จะมีประธานกรรมการ แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี มีกรรมการโดยตำแหน่ง 11 คน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 3 คน เพื่อหน้าที่สำคัญ เช่น กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเชิญชวน โฆษณา ประชาสัมพันธ์หรือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเกี่ยวกับกาสิโน, กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับใบแทนใบอนุญาต, พิจารณาอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ แผนการดำเนินงาน, กำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน พิจารณาเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวกับสถานบันเทิงครบวงจร เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้มีการเสนอความเห็นว่า ในกรรมการโดยตำแหน่งนั้น ควรพิจารณาเพิ่มผู้แทนจากภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมโรงแรม, สมาคมธนาคารไทย, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น
* หมวดสำนักงานควบคุมการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
ระบุให้มี "สำนักงานกำกับการประกอบสถานบันเทิงครบวงจร" ทำหน้าที่กำกับดูแล ควบคุม ส่งเสริม และสนับสนุนสถานบันเทิงครบวงจร โดยเป็นหน่วยงานรัฐ ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ และจะตั้งสาขา ณ ที่อื่นได้ตามความจำเป็น
ทั้งนี้ ได้มีการเสนอความเห็นว่า ควรระบุวัตถุประสงค์และหน้าที่ของสำนักงานฯ ให้ชัดเจน ทั้งกรณีการส่งเสริม สนับสนุน, ผลกระทบ และควรเพิ่มบทบาทในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน พิจารณาให้สำนักงานฯ มีอำนาจเสนอแนะนโยบายต่อ ครม.โดยตรงในกรณีฉุกเฉิน เพื่อลดการพึ่งพาคณะกรรมการนโยบาย เป็นต้น
* หมวดการอนุญาตและการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร
กำหนดให้สถานบันเทิงครบวงจร ตั้งอยู่ในพื้นที่ตามหนดเท่านั้น และต้องประกอบธุรกิจตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.นี้ อย่างน้อย 4 ประเภทร่วมกับกาสิโน สำหรับสัดส่วนพื้นที่กาสิโน ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด, สถานบันเทิงครบวงจร ต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในไทย มีทุนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท และได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการนโยบาย
ทั้งนี้ ผู้ได้รับใบอนุญาต จะต้องจัดให้มีระบบควบคุมกาสิโนที่เหมาะสม มีมาตรการป้องกันและแก้ไขอันเกิดจากสถานบันเทิงครบวงจร โดยทุก 5 ปี สำนักงานจะประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานของผู้ที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมการนโยบาย เพื่ออาจพิจารณาทบทวนรูปแบบ และแผนประกอบการสถานบันเทิงครบวงจร อย่างไรก็ดี หากมีการต่ออนุญาต จะทำได้คราวละไม่เกิน 10 ปี
ขณะที่มีการเสนอความเห็นว่า การกำหนดสัดส่วนพื้นที่กาสิโนไว้ 10% อาจน้อยเกินไป แต่ต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวด, ควรกำหนดเกณฑ์ป้องกันกลุ่มทุนที่อาจไม่โปร่งใส, ควรกำหนดกระบวนการอนุญาตให้ชัดเจน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการ, เพิ่มการตรวจสอบแหล่งที่มาของทุนจดทะเบียน, กำหนดเงื่อนไขการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) และควรมีมาตรการลดความเสี่ยงจากการเล่นพนันเกินตัว เป็นต้น
* หมวดการควบคุมและมาตรการบังคับ
กำหนดให้การประกอบธุรกิจในสถานบันเทิงครบวงจร จะกระทำได้เฉพาะตามบัญชีแนบท้ายเท่านั้น กิจกรรมใด รวมถึงการจัดให้เล่นพนัน หรือกาสิโนนั้น ผู้รับใบอนุญาตต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายนี้ ผู้รับใบอนุญาต สามารถให้สินเชื่อแก่ผู้เข้าเล่นพนันได้ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่กำหนด ตลอดจนหนี้ที่เกิดจากการเล่นพนันในกาสิโน ถือเป็นหนี้ที่บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนผู้ที่เข้าไปเล่นกาสิโนได้ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี
ขณะที่มีความเห็นในประเด็นหลักเกณฑ์การเข้าเล่นพนันของคนไทย ที่ระบุต้องมีเงินฝากในบัญชีไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ว่าเป็นการตั้งตัวเลขที่สูงเกินไป เพราะจะมีผลต่อการลงทุนโดยตรง ถ้าฐานลูกค้ามีน้อย การลงทุนในธุรกิจนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเสนอให้ลดเหลือ 10 ล้านบาท หรือ 5 ล้านบาท และอนุญาตให้ใช้หลักทรัพย์อื่นแทนได้ เช่น หุ้น ที่ดิน พร้อมเห็นว่าควรไปกำหนดเงื่อนไขอื่นแทน เช่น วงเงินสูงสุดในการเล่นพนัน
* หมวดพนักงานเจ้าหน้าที่
กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ สามารถเข้าไปในสถานที่ตั้งสถานบันเทิงครบวงจรได้ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการได้ เพื่อสังเกตการณ์ สามารถเรียกเอกสารหลักฐาน หรือบุคคลมาให้ถ้อยคำ สามารถยึดอายัดทรัพย์สิน หลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตลอดจนสั่งให้หยุดการเล่นพนันใด ๆ ในสถานประกอบกาสิโนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายฉบับนี้ได้
ขณะที่มีความเห็นว่า ในกฎหมายควรกำหนดให้มีความชัดเจนมากกว่านี้ ในกรณีของคำว่า "สังเกตการณ์" เพราะเป็นความหมายกว้างมาก ซึ่งอาจเปิดช่องให้พนักงานใช้อำนาจเกินขอบเขต พร้อมเสนอให้จัดตั้งระบบตรวจสอบข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศคู่ค้า และเสนอให้ธุรกิจกาสิโน ต้องมีกองทุนชดเชยผู้บริโภค หากมีกรณีฉ้อโกงหรือล้มละลาย เป็นต้น
* หมวดบทกำหนดโทษ
หากผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้สำนักงานฯ มีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด และหากยังไม่ดำเนินการตามกำหนด จะต้องเสนอรายงานต่อคณะกรรมการบริหาร เพื่อให้มีคำสั่งให้แก้ไขภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งหากสุดท้ายผู้รับใบอนุญาต ยังไม่ดำเนินการแก้ไขตามกำหนดเวลา ก็จะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย เพื่อพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาต ทั้งนี้ จะต้องมีการชำระค่าปรับรายวันไม่เกินวันละ 5 แสนบาท จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขแล้วเสร็จ
ขณะที่มีความเห็นว่า ค่าปรับไม่สมดุลกับรายได้ที่เกิดขึ้นจริง เช่น หากกิจการมีเงินลงทุนระดับหมื่นล้านบาท ถ้าเลิกกิจการโดยไม่แจ้ง จะมีค่าปรับเพียง 1-10 ล้านบาทเท่านั้น หรือกรณีที่กำหนดให้จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน หรือเป็นร้อยละของรายได้ของกาสิโนทั้งปี ขึ้นกับว่าจำนวนใดจะมากกว่ากันนั้น มองว่าค่าปรับที่คิดจากร้อยละของรายได้กาสิโนทั้งปี เป็นค่าปรับที่ค่อนข้างรุนแรง อีกทั้งการไม่กำหนดเพดานค่าปรับไว้ อาจเกิดการใช้อำนาจเชิงดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเสนอให้คงไว้เฉพาะค่าปรับในรูปของจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว