ภาษีทรัมป์เขย่าไทยอ่วม! GDP ส่อวูบ 1.1% แนะรัฐเร่งกู้ "ระเบิดเวลา" เศรษฐกิจ

ข่าวเศรษฐกิจ Friday April 4, 2025 12:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) กล่าวในหัวข้อ "แผ่นดินไหวบวกกำแพงภาษี ประเทศไทยจะสะเทือนแค่ไหน และไปต่ออย่างไร" ว่า ประเทศไทยถือว่าโดนแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งติด ๆ กัน โดยแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 มองว่าไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อประเทศ เพราะความเสียหายมีจำกัด

โดยผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ คาดว่า จะเป็นผลกระทบระยะสั้น อย่างภาคการท่องเที่ยวน่าจะเห็นผลกระทบในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เห็นผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้คนหวั่นไหวไม่อยากใช้เงิน ซึ่งมีครัวเรือนบางส่วนต้องนำเงินมาใช้ซ่อมแซมต่อเติมบ้าน หรือคอนโดฯ ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งก็อาจกระทบทำให้การใช้จ่ายบริโภคลดลงไปด้วย

สำหรับภาคเศรษฐกิจที่อาจได้รับผลกระทบทางลบ คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการคอนโดฯ ธนาคาร ประกันภัย และท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ก็มีภาคเศรษฐกิจที่มีอุปสงค์มากขึ้น เช่น ภาคค้าปลีก, Home improvement, ภาคพลังงาน โดยเฉพาะโรงกลั่น ค้าปลีกน้ำมัน และวัสดุก่อสร้าง

"จากผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มีผลกระทบให้ภาพเศรษฐกิจในไตรมาส 2/68 ลดลงไปมาก เพราะผลกระทบที่เห็นยังจำกัด" นายพิพัฒน์ กล่าว
* แผ่นดินไหวใหญ่เขย่าศก. คาดภาษีทรัมป์ฉุด GDP ไทยลด 1.1%

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากเปรียบแล้ว แผ่นดินไหวครั้งใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นกับไทยรวมถึงทั่วโลก คือ The Liberation day หรือจุดเริ่มต้นของสงครามการค้า ที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าขั้นต่ำ 10% และสูงกว่านั้นสำหรับบางประเทศ ซึ่งประเทศไทยถูกเก็บภาษีถึง 37% ทำให้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เฉลี่ยอาจจะสูงสุดในรอบ 100 ปี

โดยสิ่งที่ทรัมป์ต้องการจากการขึ้นภาษีในครั้งนี้ คือ "Kind reciprocal" หรือต้องการให้มีการผลิตสินค้าในสหรัฐฯ, ประเทศอื่น ๆ ต้องลดภาษีนำเข้าตอบแทน, ลดมาตรการกีดกันการค้า, ไม่แทรกแซงค่าเงิน และต้องซื้อสินค้าสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดการตอบโต้จากประเทศที่ได้รับผลกระทบ, ราคาสินค้าในสหรัฐฯ แพงขึ้น และการค้าโลกมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น

"สิ่งที่ทำให้ตลาดตกใจ คือทรัมป์เคยพูดว่าจะเก็บภาษีตอบโต้ ซึ่งไทยมีภาษีเฉลี่ยที่เก็บกับสหรัฐฯ 11% ดังนั้น คาดว่าไทยอาจโดน 10-15% แต่สุดท้ายไทยกลับโดนถึง 37% โดยทรัมป์คำนวณภาษีนำเข้า จากการนำดุลการค้าไปหารกับนำเข้า และคูณ 0.5 จึงได้ตัวเลขการเก็บภาษีประเทศต่าง ๆ ออกมา" นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากการขึ้นอัตราภาษีมีสูงมาก อาจเห็นภาวะเศรษฐกิจโลก และสหรัฐฯ ชะลอตัว และสหรัฐฯ เงินเฟ้อพุ่ง จึงมองว่าอัตราภาษีในระดับนี้น่าจะไม่ยั่งยืนไปตลอดทั้งปี

"เชื่อว่าเกมที่สหรัฐฯ กำลังเล่นอยู่ คือต้องการใช้นโยบายภาษีนำเข้าไปแก้ปัญหาของสหรัฐฯ แต่คงไม่สามารถทนเห็นอัตราภาษีเท่านี้ได้ตลอด มองว่าเป็นการเคาะกะลา เรียกคนมาถวายเครื่องราชบรรณาการมากกว่า" นายพิพัฒน์ ระบุ

สำหรับเหตุผลที่ทรัมป์ต้องขึ้นภาษีนำเข้า เนื่องจาก 1. เพื่อเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาล 100-400 พันล้านดอลลาร์ 2. ส่งเสริมการลงทุนในการผลิตภายในประเทศ 3. ปรับสมดุลการค้า 4. เครื่องมือในการทำสงครามการค้ากับจีน และ 5. ใช้ต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจไทย ในกรณีฐานที่ภาษีอยู่ที่ระดับนี้ตลอดทั้งปี จะกระทบเศรษฐกิจไทยลดลง 1.1% ต่อ GDP โดยหลัก ๆ มาจากการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ผลกระทบในเอเชียเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% โดยไทยได้รับผลกระทบมาก เพราะสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP สูง

"จากการที่ประเมินว่า GDP ไทยปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2.3% ก็จะลดลงไปได้อีก 1% กว่า ๆ ได้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าภาษีที่ปรับขึ้นมาแล้วคงจะอยู่ในระดับสูง แต่หากมีการเจรจา อาจปรับลงมาในช่วง 3 เดือนนี้ได้ และจะลงมาอยู่ที่ระดับ 5-10% แต่ไม่มีทางกลับไปที่ระดับเท่าเดิมได้อีกแล้ว" นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ เสนอทางเลือกของประเทศไทย 3 ทางเลือก คือ

1. สู้ (retaliate) แต่มองว่าอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

2. หมอบ (negotiate) (ใช้กลุ่มอาเซียนเพิ่มอำนาจในการต่อรอง) มองว่าเป็นทางเลือกที่ไทยควรทำ ดังนี้

2.1 ลดภาษีศุลกากร: เนื้อสัตว์ อาหาร เกษตรกรรม และเปิดตลาดที่อาจมีความอ่อนไหว

  • เกษตรกรรม: เนื้อหมู ไก่ อาหารสัตว์อุปสรรคด้านบริการ
  • บริการ: audiovisual services, พ.ร.บ.ธุรกิจการแพร่ภาพ และพ.ร.บ.บริการโทรคมนาคม, บริการทางการเงิน (รวมถึงการชำระเงิน ประกันภัย และใบอนุญาต Virtual Bank)
  • ลดอุปสรรคด้านการลงทุน: กฎหมายให้ธุรกิจคนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจ

2.2 ซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น พลังงาน (น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติเหลว), ถั่วเหลือง, ข้าวโพด หรือเครื่องบิน เครื่องจักร อาวุธ

2.3 ปราบปรามการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ (Rerouting)

2.4 ทำตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ อาทิ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา, การคุ้มครองสิทธิแรงงาน และการลงทุนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

2.5 ข้อเสนอทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์

3. ทน (tolerate, stimulate) ลองเปรียบเทียบภาคส่งออกกับภาคในประเทศ ซึ่งถ้าไทยเลือกทางนี้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบทั้งหมด

"รัฐบาลต้องเร่งเจรจาทั้ง 2 ระดับ คือเจรจาภายนอก ไปพูดคุยกับสหรัฐฯ และเจรจาภายใน กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ส่งออก หรือภาคเกษตร ว่า ถ้าเราเอาอะไรไปแลก เขาจะยอมแลกกับเราด้วยหรือไม่ ถ้ายิ่งเจรจาช้า อัตราภาษีก็จะยิ่งค้างอยู่ในระดับสูงนาน และลงยาก" นายพิพัฒน์ กล่าว
* แนะเร่งกู้ระเบิดเวลา เจรจาสหรัฐฯ ลดผลกระทบทางศก.

นายพิพัฒน์ คาดว่า ปีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้ง มาอยู่ที่ระดับ 1.50% และลดอีก 1 ครั้งในปี 69 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% หรือก็มีโอกาสลงไปต่ำกว่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในปีหน้า ส่วนเงินเฟ้อเชื่อว่าจะยังอยู่ที่ประมาณ 0.8-0.9%

"เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยควรลงไปอยู่ที่ 1.50% ตอนนี้ ประเด็นเรื่องหนี้ครัวเรือนเริ่มเบาบางแล้ว เป็นไปได้ที่สิ้นเดือนนี้ กนง. จะลดดอกเบี้ย 0.25% มองว่าดอกเบี้ยตอนนี้สูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา และยังสามารถลดได้ อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยตอนนี้ ไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ มาทำดีกับเราหรือทำให้ภาษีลดลง แต่จะช่วยเศรษฐกิจในประเทศได้บ้าง และจะส่งผ่านไปยังการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในธนาคาร" นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐควรทำตอนนี้ในขณะที่ไทยกำลังเจอระเบิดเวลา คือ อย่าเพิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ต้องกู้ระเบิดก่อน เจรจาทั้งนอกและใน ถ้าเร่งแก้ได้เร็ว ก็จะทำให้ผลกระทบต่อไทยลดลงได้ นอกจากนี้ อาจต้องมองหาตลาดใหม่ พูดคุยกับประเทศที่โดนภาษีเหมือนกัน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปด้วย

ในส่วนของนโยบายแจกเงินนั้น มองว่า ขณะนี้ไทยมีกระสุนน้อยลงเรื่อย ๆ รัฐบาลต้องมองว่า นโยบายแจกเงินประชานิยม มีผลต่อ GDP จำกัดหรือไม่ ควรเริ่มคิดว่าจะนำเงินที่มีอยู่จำกัดนี้ ไปใช้ทำอะไร นี่เป็นหนึ่งในข้อที่รัฐควรพิจารณา

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่อยู่ในระดับที่เรียกว่า "ถดถอย" แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ไทยโดนเก็บภาษีหนัก และเจรจาไม่ได้ ส่งออกหายไป 1% ในบางไตรมาสก็อาจใช้คำว่าเศรษฐกิจถดถอยได้

ส่วนแนวโน้มเรื่องค่าเงิน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าภาษีไม่สามารถลดลงมาได้ พอสหรัฐฯ เก็บภาษี การเกินดุลของไทยลดลง ค่าเงินก็จะอ่อนค่าไปด้วย และหลายประเทศจะเร่งลดดอกเบี้ยไปด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดสงครามค่าเงิน เพราะหลายประเทศจะเร่งลดค่าเงินแข่งกัน และล่าสุดเริ่มได้ยินเรื่องข้อตกลง Mar-a-Lago Accord ที่คล้ายคลึงกับข้อตกลง Plaza Accord ที่ในอดีตสหรัฐฯ เคยนำมาใช้

"ตอนนี้ การที่ทรัมป์เก็บภาษีมาก ๆ ก็มีโอกาสที่ดอลลาร์จะแข็งค่าไปมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ทรัมป์ อาจเรียกหลาย ๆ ประเทศมาช่วยทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ อ่อนลง ดังนั้น สงครามค่าเงินมีโอกาสเกิดขึ้นได้" นายพิพัฒน์ ระบุ

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ