นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า แผนการใช้จ่ายและการใช้นโยบายปรับลดอัตราดอกเบี้ยของนายกรัฐมนตรีมานโมฮาน ซิงห์ ของอินเดียที่ได้มีการประกาศใช้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น อาจจะเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอที่จะทำให้อินเดียรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ซิงห์มีแผนที่จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษ 2 แสนล้านรูปี (4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการการใชจ่ายทั้งสิ้น 3 ล้านล้านรูปีห์ ในปีงบการเงินที่เหลือจนถึงสิ้นเดือนมี.ค.2552 โดยเม็ดเงินดังกล่าวมีสัดส่วนคิดเป็น 0.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
นอกจากนี้ ธนาคารกลางอินเดียได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 1% สู่ระดับ 6.5% โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นเป็นไป ซึ่งนับเป็นการปรับลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมา
การประกาศใช้มาตรการดังกล่าวบ่งชี้ว่า รัฐบาลต้องการที่จะพึ่งนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำจะช่วยให้บริษัทต่างๆของอินเดียหันกลับมากู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ แทนที่จะไปพึ่งเงินกู้จากสถาบันการเงินต่างชาติอย่างสหรัฐและยุโรป
"ไม่ว่าอินเดียจะใช้มาตรการใดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อินเดียก็จะไม่สามารถป้องกันเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะชะลอตัวได้ในปีหน้า" นักวิเคราะห์จาก Capital Economics Ltd. ในลอนดอนกล่าว "การใช้จ่ายด้านการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะซบเซาในตลาดหลักทรัพย์และวิกฤตสภาพคล่องในต่างประเทศ"
ด้านผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดียกล่าวว่า เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวน้อยกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า และเจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของธนาคารกลางจะทบทวนตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจที่ระดับ 7.5% ประจำปีนี้อีกครั้งในการประชุมวันที่ 27 ม.ค. 2552