นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย คือ ภาคประชาชนในพื้นที่ ภาครัฐ และนักวิชาการ เพื่อดำเนินการตรวจสอบโครงการที่ยื่นขออนุญาตไว้แล้วทั้ง 55 โครงการในพื้นที่ทาบตาพุดว่ามีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไว้อย่างไรจัดทำครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งอาจไม่ต้องตรวจสอบทั้งหมด เพราะบางโครงการมีการจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว
ส่วนที่มีการคัดค้านโครงการเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะพิจารณาตามรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 โดยไม่ได้คำนึงว่าจะเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการกำหนดให้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการรูปแบบพิเศษตามข้อเรียกร้องของตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวซึ่งเดินทางมาพบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
"เรามีแนวอยู่แล้วเรื่องท้องถิ่นพิเศษ และบางอันก็เป็นการบริหารจัดการพิเศษ กรณีมาบตาพุดเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เราจะลองดู" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ด้านนายสุทธิ อัชฌาศัย ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า ได้ยื่นข้อเรียกร้องใน 5 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีปัญหา โดยรัฐรับที่จะไปดูกลไกกฎหมายให้สามารถใช้ได้เป็นจริง 2.พื้นที่ที่มีการพัฒนาจะต้องมีกลไกรูปแบบพิเศษ เช่น องค์การท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทสร้างการส่วนร่วมของประชาชน 3.รัฐจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 67 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่รัฐจะต้องเข้ามาดูและดำเนินการในทุกขั้นตอน ทั้งการจัดทำอีไอเอ เอชไอเอ และการจัดตั้งองค์กรอิสระว่าด้วยสิ่งแวดล้อม 4.รูปแบบขององค์กรอิสระว่าด้วยสิ่งแวดล้อมจะมีการเสนอรูปแบบเข้ามาอีกครั้ง และ 5.รัฐรับที่จะไปศึกษาโครงการที่จะลงทุนเพิ่มในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดทั้ง 55 โครงการว่าผ่านอีไอเอและมีผลกระทบมากน้อยเพียงใด
"ข้อเสนอตั้งกรรมการร่วมนั้น ภาคประชาชนจะไม่เจรจากับภาคเอกชนทั้งด้านอุตสาหกรรมหรือการค้า เพราะเห็นว่า ไม่มีความจริงใจกับการแก้ปัญหา เพราะภาคเอกชนถือเป็นตัวการในการทำลายสิ่งแวดล้อมโดยตรงและยังเป็นผู้ที่กดดันรัฐบาลเพื่อให้ออกใบอนุญาตลงทุน เราจึงไม่อยากคุยกับคนที่ไม่รับผิด และเราจะขีดเส้นให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาให้เสร็จใน 1 เดือนคือวันที่ 18 ตุลาคมนี้ หากไม่มีความจริงใจเราจะเคลื่อนไหวและชุมชนด้วยมาตรการที่รุนแรงขึ้น" นายสุทธิ กล่าว
ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก กล่าวว่า เร็วๆ นี้จะนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีที่รัฐออกมาระบุถึงผลเสียหายเป็นตัวเงินถึง 3-4 แสนล้านกับการชะลอการลงทุนดังกล่าว ซึ่งตัวเลขความเสียหายนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากการลงทุนในมาบตาพุด โดยเฉพาะจีดีพีของนิคมอุตสาหกรรมมาบตะพุดไม่ใช่ของคนทั้งประเทศจึงเป็นไปไม่ได้ว่าความเสียหายจะสูงถึง 3-4 แสนล้านเมื่อเทียบกับความเสียหายทางสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และ จ.ระยอง