พร้อมกันนั้นในปี 56 บริษัทจะเร่งหารายได้อื่นเข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะจากค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่จะเพิ่มอีก 3-4 สถานี ได้แก่ สถานีศูนย์วัฒนธรรม สถานีพระราม 9 สถานีศูนย์สิริกิติ์ เป็นต้น รวมทั้งจะหากิจกรรมเพื่อชักชวนให้ผู้โดยสารมาใช้นอกชั่วโมงเร่งด่วน และกิจกรรมทางการตลาดจูงใจให้ผู้โดยสารหันมาใช้บัตรมากขึ้นโดยมีเป้าหมายจะลดการใช้เหรียญในการเดินทางลงเหลือ 30% ของรายได้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 40% เพื่อจะช่วยให้การเดินทางผู้โดยสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จากการเจรจากับกลุ่มเจ้าหนี้ 4 ราย คือ ธนาคารกรุงไทย(KTB) ธนาคารทหารไทย (TMB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) และธนาคารธนชาต ได้ตกลงให้บริษัทยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไปจนกว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อจะเริ่มให้บริการ ทั้งนี้ จำนวนหนี้มี 1.1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากกลุ่มเจ้าหนี้เห็นว่าเมื่อรถไฟฟ้าสายสีม่วงเริ่มให้บริการในปี 59 บริษัทจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ตามจำนวนผู้โดยสารที่ขยายตัวตามโครงข่ายที่ขยายมากขึ้น โดยคาดว่าในปี 59 จะมีจำนวนผู้โดยสาร 4 แสนเที่ยว/วัน
และในปี 60 ที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแคและบางซื่อ-ท่าพระ คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มเป็น 4.8 แสนเที่ยว/วัน
"เมื่อสายสีม่วงวิ่ง รายได้จะเพิ่มมากขึ้น เราจะไม่ติดลบ เราได้รับความเชื่อถือจากธนาคารให้เรายืดหนี้ออกไปถึงปี 59"นายชัยวัฒน์ กล่าว
อนึ่ง BMCL เป็นผู้เดินรถโครงการระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน สายเฉลิมรัชมงคล หรือสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-บางซื่อ อายุสัญญาสัมปทาน 25 ปี (3 ก.ค.47-1 ก.ค.72) โดยในช่วง 8 ปีที่ดำเนินการบริษัทประสบปัญหาขาดทุนมาตลอด สาเหตุหลักจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ล่าช้ากว่าแผนมาก