"ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดรวมของ RCI และ TTC อยู่ที่ 15% ยังเป็นอันดับ 3 แต่หากเทียบยอดขายแล้ว ทางกลุ่มของเรามีแม้มีมาร์เก็ตแชร์ต่ำสุดใน 3 กลุ่ม แต่มียอดขายที่ growth สูงสุด" นายสุทิน กล่าว
บริษัทยังไม่มีแผนลงทุนขนาดใหญ่ในปีนี้ แต่จะมีการลงทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องจักร 2 เครื่องตามแผนงานที่กำหนดไว้แล้ว วงเงินรวม 30 ล้านบาท เป็นเครื่องจักรที่ใช้เป็นนวัตกรรมพิมพ์ลายกระเบื้องแบบ HD Tiles เนื่องจากบริษัทจะเน้นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในประเภทดังกล่าววมากขึ้น ทั้งการขยายขนาด กระเบื้องติดผนังและพื้น ซึ่งจะเห็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในปีนี้
บริษัทยังมีเป้าหมายจะขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศภายในอาเซียนมากขึ้น ทั้งพม่า ลาว และกัมพูชา จากปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)อยู่ที่ 45-50% จากยอดส่งออกที่มีอยู่ 9% ของยอดขายรวม โดยเพิ่มสัดส่วนเป็น 70% ภายในปี 58 แต่ยังไม่มีแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตในกลุ่ม AEC
นายสุทิน กล่าวอีกว่า บริษัทยังไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้า จากปีก่อนมีการปรับขึ้นราคาเฉลี่ยที่ 2% แม้การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศจะกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ซึ่งการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% ยังไม่สามารถชดเชยได้ แต่ในช่วง 2 ปีนี้ บริษัทได้เตรียมพร้อมรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยการลดต้นทุนการผลิต การสูญเสียในการผลิต ต้นทุนด้านพลังงาน รวมทั้งหันมาใช้เครื่องจักรเพื่อการผลิตสินค้าที่ไม่ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะ และผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
"ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ส่งผลกระทบบ้างแต่ไม่มาก เพราะเราเตรียมการมา 2 ปีแล้ว แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือราคาค่าพลังงาน โดยเฉพาะด้านการขนส่ง ที่จะมีการพิจารณาปรับขึ้นราคาสินค้าหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคา" นายสุทิน กล่าว
บริษัทยังคงเดินหน้าตามกลยุทธหลัก หลังการเข้าซื้อกิจการ บมจ.โรแยล ซีรามิคอุตสาหกรรม (RCI) และบริษัท ที.ที.เซรามิค จำกัด (TTC) ที่จะมียอดขายรวมที่ 5 พันล้านบาทภายใน 2 ปี เน้นการบริหารจัดการภายในกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง โดยคาดว่า ทั้ง RCI และ TTC จะ Turnaround ได้ในช่วง 1 ปีกว่า เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2 ปี