สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB176A (อายุ 4.3 ปี) LB155A (อายุ 2.2 ปี) และ LB236A (อายุ 10.3 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 29,628 ล้านบาท 25,693 ล้านบาท และ 11,713 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB13326A (อายุ 14 วัน) CB13404B (อายุ 28 วัน) CB13606B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 37,435 ล้านบาท 27,658 ล้านบาท และ 26,600 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) รุ่น SCC16NA (A) มูลค่าการซื้อขาย 817 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด รุ่น TLT138A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 715 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รุ่น THAI165A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 634 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น / ลดลงในช่วงประมาณ -1 ถึง+2- Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังค่อนข้างนิ่งต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังจากที่ยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆเข้ามากระทบตลาด โดยอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (US Treasury) อย่างไรก็ตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับลดงบประมาณรายจ่ายในวงเงิน 85,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐฯ ลงโดยอัตโนมัติ (Sequestration) ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้กลายมาเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจและเริ่มติดตามถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ขณะที่ประเด็นความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศอิตาลี ได้เริ่มกลับมามีบทบาทกดดันบรรยากาศการลงทุนอีกครั้งหนึ่ง โดยหากอิตาลียังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันภายในวันที่ 15 มีนาคม นาย Monti จากพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมจะได้รับแต่งตั้งให้จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่
ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอด ซื้อสุทธิ ในตราสารหนี้ทุกประเภท (ทั้งระยะสั้น และระยะยาว) รวมกัน 196 ล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิ 7,721 ล้านบาท (ขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น -7,521 ล้านบาท) ทางด้านของนักลงทุนรายย่อยที่ถึงแม้จะมีสัดส่วนของการลงทุนค่อนข้างน้อย แต่ยังคงมียอดซื้อสุทธิอีก 756 ล้านบาท