หากพิจารณาโดยภาพรวมทั้งกลุ่มบริษัทแล้ว การปรับโครงสร้างกิจการจะทำให้สามารถขยายฐานการเติบโตทางธุรกิจมากขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และสร้างความยืดหยุ่นในการประกอบธุรกิจใหม่ เช่นธุรกิจอื่นๆ ที่มิใช่ธุรกิจหลักทรัพย์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยหน่วยงานกำกับดูแล และสามารถกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจแต่ละด้าน ไม่ให้กระจุกตัวอยู่กับบริษัทแม่เพียงบริษัทเดียว พร้อมทั้งสามารถเปิดโอกาสในการหาพันธมิตร หรือผู้ร่วมทุนใหม่ๆ ที่มีความชำนาญในเฉพาะธุรกิจ ที่ต้องการเข้ามาร่วมมือและร่วมทุนเป็นรายธุรกิจก็สามารถทำได้
นอกจากนี้เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และเพื่อป้องกัน และจำกัดขอบเขตความเสี่ยงที่แตกต่างกันระหว่างธุรกิจการเป็นตัวแทน และธุรกิจลงทุนด้วยเงินทุนของบริษัท ซึ่งการแยกธุรกิจแต่ละส่วนออกจากกันอย่างมีความชัดเจน เป็นการแบ่งแยกความเสี่ยงทางการการเงินของแต่ละธุรกิจออกจากกัน พร้อมทั้งแบ่งแยกการรายงานฐานะการเงินที่แยกกันโดยชัดเจน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน จะส่งผลให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกสามารถวิเคราะห์ ติดตามวัดผลฐานะทางการเงินของกิจการได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
"ภายหลังการปรับโครงสร้างกิจการบริษัทจะยังคงมีโครงสร้างรายได้ ใกล้เคียงเดิม และการบริหารงานก็ยังคงมีลักษณะคล้ายกับการบริหารงานเดิมของบริษัท โดยเปลี่ยนแปลงแต่เพียงให้คณะกรรมการหลักในการกำกับดูแลกิจการ อันได้แก่ คณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการชุดย่อย มาบริหารงานอยู่ที่บริษัทโฮลดิ้ง ในการกำกับดูแลกิจการ และการบริหารงาน"น.ส. สุดธิดา กล่าว
ด้านแหล่งข่าวจากวงการโบรกเกอร์ กล่าวว่า การประชุมปรับโครงสร้างกิจการด้วยการจัดตั้งบริษัท Holding Company ครั้งนี้จะต้องมีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุม และลงคะแนนเสียงอนุมัติไม่น้อยกว่า 75% ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ถือหุ้นจะต้องเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อให้การลงคะแนนเสียงประสบความสำเร็จได้ด้วยดี