นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้าใหม่ในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตยางล้อรถรายใหญ่ คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเซ็นสัญญาภายในไตรมาส 2/58 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาทันทีราว 4-5 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 8-10 ล้านบาทในระยะต่อไปอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะช่วยผลักดันผลประกอบการในปีนี้ให้เติบโตขึ้น
"ไตรมาส 1 นี้คงจะทรงตัวจากปีก่อน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องปรับเปลี่ยนภาษีในประเทศมาเลเซีย ทำให้การส่งของจะล่าช้าไปเป็นช่วงไตรมาส 2 และจะทำให้ไตรมาส 2 มีการเติบโตได้ดี หลังได้รับออเดอร์ใหม่จากอินเดีย รวมถึงสามารถส่งสินค้าเข้ายังประเทศมาเลเซียได้ด้วย ซึ่งปีนี้เราก็มั่นใจว่ารายได้จะเติบโคตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 15%"นายชัยสิทธิ์ กล่าว
นายชัยสิทธิ์ กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 46 ล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นตามยอดขายที่สูงขึ้น และราคายางธรรมชาติที่ปรับตัวลดลงส่งผลดีต่อต้นทุนให้ลดลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยอดขายอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันในตลาดยังค่อนข้างสูง
"ในช่วงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทฯรับออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในส่วนของบริษัทย่อย คือ บริษัท เอ็น.ดี.อินเตอร์พาร์ท จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 91.77% ก็มีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่องจาก New Model ของค่ายรถยนต์ต่างๆ ทำให้คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 1/2558 รายได้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตจากยางน่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นจากช่วงปีก่อน"นายชัยสิทธิ์ กล่าว
นายชัยสิทธิ์ กล่าวว่า บริษัทวางเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ ขึ้นแท่นเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของบริษัทในอุตสาหกรรมการผลิตยางรถจักรยานยนต์ในประเทศภายใน 3 ปี (58-60) จากปัจจุบันติดอันดับ 5 ของประเทศ ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพของสินค้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า พัฒนาสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว และสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นขบวนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม