โบรกเกอร์แนะนำ"ซื้อ"หุ้น บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) หลังมองแนวโน้มผลประกอบการดีขึ้นทั้งในไตรมาส 4/62 และในปี 63 จากการรุกทำการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายของห้างบิ๊กซี และการเพิ่มสินค้าแบรนด์ของตัวเองที่มีอัตรากำไรสูง พร้อมรุกขยายสาขาใน CLMV ทั้งมินิบิ๊กซีในลาว, กัมพูชา และ เวียดนาม รวมทั้งเล็งเข้าซื้อ Mega Market ในเวียดนาม
ขณะที่ธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์คาดว่าพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วและสามารถฟื้นตัวได้ในปีหน้า เนื่องจากได้ฐานลูกค้ารายเล็กเข้ามาทดแทนผลกระทบจากลูกค้ากลุ่มคาราบาวแดง โดยเฉพาะกลุ่มน้ำผลไม้กระป๋อง คาดว่าจะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ที่ 600 ล้านกระป๋องต่อปีในปีหน้า จากปีนี้มียอดขายแล้ว 300 ล้านกระป๋อง รวมทั้งกระแสการเลิกใช้พลาสติกคาดจะส่งผลให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์กระป๋องและขวดแก้วมากขึ้นในระยะยาว
ราคาหุ้น BJC อยู่ที่ 45.25 บาท ลดลง 0.25 บาท (-0.55%) ขณะที่ SET ปรับตัวลง 0.79%
โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น) หยวนต้า ซื้อ 65.00 เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ซื้อ 64.00 ดีบีเอส วิคเคอร์ส ซื้อ 63.00 ทิสโก้ ซื้อ 61.00 กสิกรไทย ซื้อ 59.00 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซื้อ 59.00 ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ซื้อ 54.25
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าธุรกิจค้าปลีกได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่ง BJC มีแผนกระตุ้นยอดขายและกำไรของบิ๊กซีให้มากขึ้น โดยการจัดอีเวนท์เพิ่มในวันศุกร์ทุกสาขา และเพิ่มสินค้า house band มากขึ้น เข่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมีทีมการตลาดเพื่อรุกฐานลูกค้า B2B มากขึ้น อาทิ โรงแรม ห้องอาหาร และร้านขายของชำ ผลักดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี เชื่อว่ายอดขายและอัตรากำไรในไตรมาส 4/62 จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 3/62
สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋อง คาดว่าจะสามารถฟื้นตัวได้และผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว จากบริษัทมีการขยายฐานลูกค้ารายเล็กในธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังและกาแฟกระป๋องมาทดแทนคาราบาวแดง รวมถึงได้เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มลูกค้าที่ใช้กระป๋องแบบ Slim โดยเฉพาะกลุ่มน้ำผลไม้กระป๋องที่คาดว่าจะสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ที่ 600 ล้านกระป๋องต่อปี จากปีนี้มียอดขายแล้ว 300 ล้านกระป๋องต่อปี และคาดว่าปี 63 จะทำให้อัตรากำไรพลิกกลับมาดีขึ้นและมียอดขายที่สามารถชดเชยลูกค้ากลุ่มคาราบาวแดงได้
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเชิงรุกขยายสาขาในต่างประเทศโดยการเปิดสาขารูปแบบมินิบิ๊กซีในลาวและกัมพูชา ซึ่งมองว่ามีโอกาสในการเติบโตได้ดี เนื่องจากรูปแบบและขนาดของมินิบิ๊กซีค่อนข้างสะดวกและเหมาะสมกับตลาดเปิดสาขาในลาวและกัมพูชา
บทวิเคราะห์ของ บล.ทิสโก้ ระบุว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์ผู้บริหาร คาดว่ายอดขายของกระป๋องอลูมิเนียมจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/62 ต่อเนื่องถึงปี 63 จากกำลังการผลิตของเวียดนามเพิ่มขึ้น เพราะการสั่งซื้อจาก Sabeco เพิ่มขึ้น และจากลูกค้าใหม่ๆ ในขณะที่การบริโภคที่อ่อนแอในไตรมาส 4/62 จะยาวนาน แต่มองยอดขายและอัตรากำไรจะเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะจากการขยายสาขาเชิงรุกของมินิบิ๊กซีและการเปิดผลิตภัณฑ์ของตัวเองในกลุ่มสินค้าตามบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า และด้วยกระแสตอบรับของการเปิดสาขาในลาวที่ดีทำให้มองว่าการขยายกิจการในต่างประเทศจะเร่งตัวขึ้น
ยอดขาย PSC และอัตรากำไรที่ลดลงของ BJC ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/62 นั้นคาดว่าอัตรากำไรจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4/62 จากยอดขายสาขาเดิมของบิ๊กซีที่เพิ่มขึ้น ด้านอัตรากำไรของบิ๊กซี ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และ สินค้าอุปโภคบริโภค จะเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/62 ต่อเนื่องถึงปีหน้า และได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และราคาปัจจุบันของ BJC ซื้อขายเพียง PER ที่ 22.9 เท่า สำหรับปี 63
ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดกำไรไตรมาส 4/62 เติบโตเนื่องจากเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจค้าปลีก และอัตรากำไรธุรกิจกระป๋องเริ่มฟื้นตัวและเพิ่มสูงขึ้นในปีหน้า เนื่องจากปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจนถึงระดับ Economies of scale โดยลูกค้าคือกาแฟและน้ำอัดลมกระป๋องเล็ก คาดผลิตเพิ่มจาก 300 ล้านกระป๋องในปีนี้เป็น 620 ล้านกระป๋องในปีหน้า
อีกทั้งมีลูกค้าเป็นผู้ผลิตน้ำผลไม้ส่งออกและอาจมีลูกค้าเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอัดก๊าซ ขณะที่ในเวียดนาม ปีนี้ผลิตให้ผู้ผลิตเบียร์ 300 ล้านกระป๋อง คาดจะเพิ่มเป็น 700 ล้านกระป๋องในปีหน้า นอกจากนั้นกระแสการเลิกใช้พลาสติกคาดจะส่งผลให้มีการใช้บรรจุภัณฑ์กระป๋องและขวดแก้วมากขึ้นในระยะยาว
ธุรกิจค้าปลีกใน CLMV ยังมีสัดส่วนน้อยหลังจากเปิดบิ๊กซีสาขาแรกที่กัมพูชาเมื่อเดือน ต.ค. อย่างไรก็ดี ในระยะยาวธุรกิจค้าปลีกของ BJC มีโอกาสเติบโตสูง หากเข้าซื้อกิจการค้าปลีกในลาวและเวียดนามจากบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากจะมีการขยายสาขาในลาวและเวียดนามจำนวนมาก รวมทั้ง BJC อาจเข้าซื้อ Mega Market เวียดนามในอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปีข้างหน้า ซึ่งมีผลประกอบการฟื้นตัวเป็นกำไรมาแล้ว 3 ปี