GENCO คาดปีนี้กำไรเกินเป้า/ปี 51 รายได้โต 25%รับผลรัฐเข้มกำจัดกากอุตฯ

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday October 26, 2007 10:00 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

          บมจ.บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(GENCO)มั่นใจปี 50 ทำกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่าเป้า 40 ล้านบาทหลัง 9 เดือนแรกคาดว่าจะมีกำไรราว 30 ล้านบาท จึงน่าจะปันผลได้มากกว่าปีก่อนที่จ่ายในอัตรา 0.01 บาท/หุ้น ขณะที่ธุรกิจมีแนวโน้มสดใสจากกรณีที่ภาครัฐเข้มงวดกับการกำจัดกากของเสียจากอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมศึกษาลงทุนแปรรูปขยะเป็นพลังงานทดแทน เชื่อได้เห็นในอีก 2 ปี และยังมองหาที่ดินเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อในปีหน้า 
นายสมยศ แสงสุวรรณ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ GENCO กล่าวกับ"อินโฟเควสท์"ว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/50 น่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 10 กว่าล้านบาท จากไตรมาส 2/50 ที่มีกำไร 6.6 ล้านบาท งวด 9 เดือนจะมีกำไรสุทธิประมาณ 30 ล้านบาท
ดังนั้น ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าทั้งปี 50 กำไรสุทธิไม่น่าจะต่ำกว่าเป้า ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วที่กำไรสุทธิ 14.04 ล้านบาท โดยกำไรที่เพิ่มขึ้นมากในปีนี้เกิดจากการลดต้นทุน ปรับเพิ่มค่าบริการ ปริมาณกากที่รับบำบัดเพิ่มขึ้นและจัดการขนส่งเอง โดยมีลอจิสติกส์จากบริษัทย่อยที่ลงทุนด้านการขนส่งและรีไซเคิล
งวดปีนี้คาดว่าจะมีการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่มากกว่าปี 49 ที่จ่ายในอัตรา 0.01 บาท/หุ้น
ปี 50 ตั้งเป้ายอดขายจากค่าบริการกำจัดกากอุตสาหกรรมประมาณ 400 กว่าล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มียอดขาย 390 ล้านบาท โดยธุรกิจบริการ(กำจัดกาก)เติบโตประมาณ 10% โดยปีนี้มีปริมาณกำจัดกาก 1.2 หมื่นตัน/เดือน หรือประมาณ 1.5 แสนตัน/ปี ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่ capacity อยู่ที่ 3 แสนตัน/ปีทั้ง 2 โรงงานที่แสมดำและมาบตาพุด
"สิ้นไตรมาส 3/50 (งวด 9 เดือน) ยอดขายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาทแล้ว และไตรมาส 4 อีก 100 ล้านบาท น่าจะได้ ไตรมาสที่มากที่สุดคือช่วงปลายปีเพราะหลายบริษัทปรับคลีนอัพให้จบสิ้นปีงบประมาณ ก็ส่งกากออกมา ไตรมาสที่ 4 จะดีที่สุด"
นายสมยศ คาดว่า ยอดขายจากบริการกำจัดกากจะค่อยๆขยับขึ้น และแนวโน้มปีหน้าค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะดีขึ้น เพราะรู้ทิศทางดีขึ้น ขณะที่ปริมาณกากในอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งหมดมีสูงถึง 15 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นประเภทที่เป็นสารพิษประมาณ 3 ล้านตัน และกากทั่วไป 12 ล้านตัน ทำให้โอกาสทางธุรกิจกำจัดกากยังมีอีกมาก
*แนวโน้มปีหน้าเติบโตจากรัฐเข้มงวดกำจัดกากอุตฯมากขึ้น
นายสมยศ กล่าวว่า ในปี 51 คาดว่ายอดขายจากค่าบริการจะเพิ่มเป็นประมาณ 500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 25% โดยลูกค้าจะเข้ามาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปีนี้ที่ภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการจัดการให้ภาคอุตสาหกรรมจำกัดกากของเสียอย่างถูกวิธี มีการบังคับใช้กฎหมายเคร่งครัดขึ้น คู่แข่งปรับราคา และลูกค้ามีความมั่นใจในบริการเพิ่มขึ้น
"ปีหน้าคิดว่าลูกค้าจะเพิ่มเข้ามาประมาณ 10% ภาครัฐเอาจริงเอาจังกฎหมายเคร่งครัดขึ้น เราก็จะสามารถที่จะแย่งลูกค้ากลุ่มนี้เข้ามาอีกกลุ่มหนึ่ง และการที่คู่แข่งปรับราคาต้นทุนสูงขึ้น ก็แข่งขันอยู่ในกฎกติกาเดียวกัน"นายสมยศ กล่าว
ในปีนี้ลูกค้าเก่าเริ่มกลับมา โดยเฉพาะลูกค้าจากภาครัฐที่ทยอยกลับมาใช้บริการประมาณ 10% แล้ว และลูกค้าปัจจุบันที่เป็นลูกค้าหลักจะเป็นปิโตรเคมีและกลุ่มพลังงาน และยิ่งตอนนี้ธุรกิจปิโตรฯอยู่ในช่วงขาขึ้นก็จะส่งผลให้มีโอกาสได้รับงานมากขึ้น
นายสมยศ กล่าวว่า ผลประกอบการที่ดีขึ้นเกิดจากการที่ผู้ประกอบการส่งกากมาให้จำกัดเพิ่มขึ้น มีความเข้าใจในการให้ความร่วมมือในการบำบัดอย่างถูกวิธี ภาครัฐมีกฎหมายที่ค่อนข้างจะเคร่งครัดขึ้นสำหรับผู้ประกอบการไม่ถูกวิธี เพราะถ้าใครส่งไปบริษัทที่ไม่ได้มาตรฐานก็ค่อนข้างจะระมัดระวังมากขึ้นจึงเลือกที่จะส่งมาที่ GENCO มากขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการค่อนข้างจะดี และมีการปรับราคาค่าบริการโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น รวมทั้งบริษัทมีกากที่สามารถนำมาบริหารจัดการบำบัดในอัตราต้นทุนที่ต่ำได้
"มีการปรับราคาค่าบริการขึ้นประมาณ 5% เพื่อให้สอดคล้องกับเงินทุนที่ลงทุนไป โดยเริ่มปรับตั้งแต่ไตรมาส 2/50 ที่ผ่านมา โดยขยับขึ้นในกากบางชนิดที่เคยทำขาดทุนมาแล้ว และกากบางชนิดที่ไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงก็มีการปรับราคาขึ้นมาเพื่อไม่ให้ขาดทุน ในอดีตที่ขาดทุนเพราะเราไม่รู้ต้นทุนก็หลงทางไป แต่หลังจากที่เราดูต้นทุนที่แท้จริงก็ปรับขึ้นมาพอสมควรเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับลูกค้า"นายสมยศ กล่าว
ปัจจุบัน GENCO มีลูกค้าประมาณ 2,000 กว่ารายที่ทำสัญญาเป็นรายปี ได้แก่ กลุ่มปตท. การไฟฟ้า เชลล์ เอสโซ่ อัตราค่าบริการเฉลี่ย 3,000-3,500 บาท/ตัน ขึ้นอยู่กับลักษณะและชนิดของกากและความยากง่าย จากเดิมอัตราค่าบริการประมาณ 2,800 บาท/ตัน
"ถ้าราคาเดียวกันยังไงก็ส่ง GENCO ดีกว่า ด้วยความที่เราเป็นรัฐ (กระทรวงอุตสาหกรรม) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดและอิมเมจที่น่าเชื่อถือกว่า"นายสมยศ กล่าว
*เล็งหาที่ดินใหม่พัฒนาโครงการอสังหาฯเพิ่มในปีหน้า
นายสมยศ กล่าวว่า จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศในเรื่องของพลังงานทดแทน จากที่ภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุนการนำขยะมาผลิตไฟฟ้า แม้ว่ายังไม่ถึงขั้นที่จะลงทุนในขณะนี้ แต่ก็ถือเป็นแนวโน้มที่เราคิดจะทำในอนาคตคาดว่าอีก 2 ปีคงได้เห็น
"เร็วๆ นี้ จะไปดูงานต่างประเทศเรื่องตัวนี้โดยจะไปจีนและมาเลเซีย เอามาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด เอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับมาดำเนินการให้มีมูลค่าขึ้นมา ขณะที่ภาครัฐก็สนับสนุนอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า คงจะได้เห็นแน่นอน"นายสมยศ กล่าว
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันทำรายได้ให้กับบริษัทในสัดส่วน 25% และอีก 10% มาจากการขนส่ง นอกเหนือจากรายได้หลักที่มาจากธุรกิจกำจัดขยะ ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการมองหาที่ดินผืนใหม่เข้ามาเพิ่ม เพื่อนำมาพัฒนาโครงการในช่วงปีหน้า
โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมที่สาทรคาดว่าจะขายได้สิ้นปีนี้ มูลค่าโครงการประมาณ 300 กว่าล้านบาท ,โครงการทาวน์เฮ้าส์ ย่านนนทบุรี-บางใหญ่ มูลค่าประมาณ 30-40 ล้านบาท เริ่มขายไปแล้วและจะรับรู้รายได้ในปีหน้า และยังมีทาวน์เฮ้าส์อีก 1 โครงการจำนวน 100 ยูนิตอีก 100 กว่าล้านบาท รวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้เปิดโครงการ 400 กว่าล้านบาท

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ