นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการสายงานการเงินและบัญชี บมจ.พริมา มารีน [PRM] กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทมั่นใจว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับ 8-10% เริ่มต้นจากการปิดดีลบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ตั้งแต่สิ้นปี 67 โดยเริ่มให้บริการเรือ Hybrid Crew Boat เพิ่มจำนวน 2 ลำแล้วตั้งแต่มกราคม 68 รวมถึงเรือขนส่งและกักเก็บน้ำมันดิบสำหรับแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage and Offloading) หรือ FSO ที่พร้อมให้บริการในเดือนมีนาคม 68 ที่จะถึงนี้
นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจ OSV (Offshore Support Vessel) ต่อเนื่อง โดยจะรับเรือ Crew Boat ต่อใหม่เข้ามาอีก 2 ลำภายในมีนาคม 68 และ Q2/68 ตามลำดับ
โดยการขยายธุรกิจ OSV เป็นอีก 1 กลยุทธ์หลักที่จะช่วยลดความผันผวนให้กับธุรกิจอื่น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ให้บริการภายใต้สัญญาระยะยาวและเป็นรูปแบบสัญญา Time Charter ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดค่าใช้จ่ายของน้ำมันที่ใช้ในการเดินเรือ พร้อมเดินหน้าการขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง โดยเริ่มให้บริการบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ภายใต้สัญญาระยะยาว 5 ปี ตั้งแต่ต้นปี 68 ไปเป็นเรียบร้อยแล้วตามที่กล่าวไปข้างต้น นับเป็นการเปิดโอกาส ขยายฐานลูกค้าต่างประเทศในอนาคต
สำหรับการดำเนินงานใน Q1/68 คาดว่าจะสามารถสร้างผลงานได้ตามแผนที่วางไว้ และมั่นใจว่าในปีนี้จะรักษาอัตราการเติบโต และรายได้ให้เป็นไปตามเป้า จากสัญญาณภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และภาคการท่องเที่ยวที่กำลังเข้าสู่ช่วง High-Season ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเชื้อเพลิงภายในประเทศเพิ่มสูงขึ้น
นายวิริทธิ์พล กล่าวถึงผลประกอบการของปี 67 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 8,790.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% และมีกำไรสุทธิ 2,249 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินงานทั้งหมด โดยเปรียบเทียบกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของปี 66 ซึ่งมีกำไรจากการขายเรือจำนวน 312.2 ล้านบาท พบว่ากำไรสุทธิจากการดำเนินงานเติบโตขึ้นจากปี 66 ถึง 18.2%
โดยการเติบโตหลักมาจาก ธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (OSV) ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 65.2% ธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (FSU) ที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 13.2% ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (PCT) ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น 7.6% รวมถึงการรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อธุรกิจ VC Shipping ที่ทำให้ธุรกิจตัวแทนสายเดินเรือและออกของ (SAS) เติบโตขึ้นถึง 28.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์การให้บริการภายใต้สัญญาระยะยาว และการจายความเสี่ยงจากการลงทุนไปยังธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อความมั่นคงและแน่นอนของรายได้