นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บัตรกรุงไทย [KTC] กล่าวว่า บริษัทมีความมั่นใจว่ากำไรจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 67 โดยตั้งเป้าควบคุมคุณภาพพอร์ต NPL ไม่เกิน 2% และขยายพอร์ตสินเชื่อห้ได้ 4-5% โดยเชื่อมั่นว่าทั้ง 3 ธุรกิจในมือทั้งบัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลบัตรกดเงินสด KTC Proud และ สินเชื่อ "KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน" จะยังเติบโตได้ดี โดยในอีกไม่นานนี้อาจมีข่าวดี หรือโครงการใหม่ที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับ KTC
แม้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เติบโตช้ากว่าคาดอาจทำให้การดำเนินงานมีความท้าทาย แต่ที่ผ่านมา KTC ก็มีการเติบโตได้ดีและเติบโตดีกว่าอุตสาหกรรม โดยธุรกิจบัตรเครดิต มีฐานลูกค้าส่วนใหญ่ที่เป็นกลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาทต่อเดือนในสัดส่วนมากกว่า 20% และกลุ่มรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือนยังมีการผ่อนชำระอยู่อย่างมีวินัย อย่างไรก็ตาม บริษัทยังบริหารจัดการความเสี่ยงอยู่ และปีนี้บริษัทมีการลงทุนด้านการทำระบบใหม่ เนื่องจากจำนวนรายการมีมากขึ้น โดยจะเริ่มย้ายระบบในเดือนก.ย. 68 ซึ่งระบบใหม่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนธุรกิจบัตรเครดิตเติบโตได้
ขณะที่ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล แม้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันฟื้นตัวช้า แต่บริษัทไม่ได้หนักใจ โดยดำเนินธุรกิจภายใต้การบริการความเสี่ยง การหาพาร์ทเนอร์ หรือการ Cross Sales กับฐานลูกค้าบัตรเครดิต ทำให้ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลยังโตได้ ด้านธุรกิจ KTC พี่เบิ้ม มีธนาคารกรุงไทย [KTB] เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งปี 68 "พี่เบิ้ม" เป็นผลิตภัณฑ์ที่ธนาคารมี commitment ที่จะช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันบริษัทก็มุ่งเน้นขยายพอร์ตผ่านช่องทางอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน
"3 ธุรกิจนี้คือสิ่งที่เรามีอยู่ในมือ แต่เรายังอยากจะโต และหาช่องทางหารายได้มากขึ้นให้กับ KTC อยู่ ครั้งหน้าที่เราเจอกันเราอาจจะมีข่าวดี ที่จะสร้างรายได้ให้กับ KTC ด้วย แม้จะมีความท้าทายต่าง ๆ รอบตัว แต่เราเชื่อว่าแผนในปีนี้เรามีความมั่นที่จะเติบโตได้"
ทั้งนี้ KTC และบริษัทย่อยสามารถทำกำไรในปี 67 เท่ากับ 7,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9% จากงวดเดียวกันของปี 66 ที่มีจำนวน 7,295 ล้านบาท ณ สิ้นปี 67 มูลค่าพอร์ตรวมเท่ากับ 111,162 ล้านบาท ลดลง 1.1% (YoY) ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ขณะที่พอร์ตสินเชื่อ บุคคลขยายตัวเพียงเล็กน้อย
กลุ่มบริษัทยังคงเน้นเติบโตพอร์ตควบคู่กับการคัดกรองคุณภาพภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยมีสัดส่วนของ NPL Ratio อยู่ภายใต้กรอบเป้าหมายที่ 1.95% ดีขึ้นจากปีก่อนหน้าจากคุณภาพพอร์ตที่ดีขึ้น และมี NPL Coverage Ratio ของกลุ่มอยู่ที่ 369.3% ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งและเพียงพอต่อการรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ขณะที่ NPL Ratio และ NPL Coverage Ratio ตามงบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 1.64% และ 413.3% ตามลำดับ
ในปี 67 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมเติบโตที่ 8.0% (YoY) จากรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียม รวมถึงหนี้สูญได้รับคืนที่ขยายตัวได้ดี ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 10.9% (YoY) มาจากค่าใช้จ่ายในการบริหาร หลัก ๆ เพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมจ่ายที่ สูงขึ้นตามปริมาณธุรกรรมที่ขยายตัว สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้น 14.7% (YoY) เป็นผลจากการตัดหนี้สูญที่เร็วขึ้นตามนโยบายการตัดหนี้สูญใหม่และการตั้งสำรองสูงขึ้นตามหลักความระมัดระวัง นอกจากนี้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 2.8% (YoY) จาก 2.6% ในปีก่อนหน้า เนื่องจากหุ้นกู้บำงส่วนที่ครบกำหนดบริษัทมีการออกหุ้นกู้ใหม่ด้วยอัตราดอกเบี้ยจ่ายที่สูงขึ้นกว่าในอดีต เป็นผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยความสามารถการทำกำไรเพิ่มขึ้นในปีที่ผ่าน ๆ มาทำให้อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 67 อยู่ที่ 1.78 เท่า ลดลงจาก 2.15 เท่าในปีก่อนหน้า อัตราการขยายตัวของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 67 อยู่ที่ 10.1% สูงกว่าค่ำเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ขยายตัว 2.6% ด้วยผลจากกิจกรรมทางการตลาดที่สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิก
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคยังต้องใช้ความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยรวมทั้งการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ ทำให้พอร์ตบัตรเครดิตหดตัวลงที่ 0.7% ขณะที่พอร์ตสินเชื่อบุคคลขยายตัวเล็กน้อยที่ 1.1% จากสินเชื่อใหม่ของสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงินที่เพิ่มขึ้น