
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บมจ.การบินไทย [THAI] เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมคณะผู้บริหารแผนเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) อนุมัติการลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par) จากหุ้นละ 10 บาท เป็นหุ้นละ 1.30 บาท ช่วยลดขาดทุนสะสมจากกว่า 1 แสนล้านบาท เหลือเพียง 180 ล้านบาท ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/68 เป็นบวก จะทำให้ขาดทุนสะสมหมดไป และกลับมามีกำไรสะสม
การลดพาร์จะเปิดโอกาสให้บริษัท สามารถพิจารณาจ่ายเงินปันผลได้ในอนาคต และเป็นการเพิ่มความน่าสนใจของหุ้นให้แก่นักลงทุนภายหลังการกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือหากในอนาคตบริษัทฯ ต้องการที่จะระดมทุนเพิ่มเติมด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนก็จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่ติดขัด

อนึ่ง ก่อนเข้าฟื้นฟูกิจการ นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจะจ่ายไม่น้อยกว่า 25%ของกำไรสุทธิ
*โชว์ผลงานเด่นปี 67 กวาดรายได้ทะลุเป้า-เหนือกว่าปี 62
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า ในปี 67 การบินไทยมีรายได้รวม 187.989 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 16.7% จาก 161,067 ล้านบาทในปี 66 และทำได้สูงกว่าปี 62 ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) เท่ากับ 41,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 40,211 ล้านบาทในปี 66 คิดเป็นอัตราเติบโต 3.2% โดยเฉพาะอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) (EBIT Margin) ทำได้ที่ 22.1% ดีกว่าประมาณการตามแผนฟื้นฟูกิจการ

อย่างไรก็ตาม ตามงบการเงินรวมปี 67 การบินไทยมีผลขาดทุน 26,901 ล้านบาท เกิดจากผลขาดทุนทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูฯ 45,271 ล้านบาท ส่วนใหญ่ราว 40,582 ล้านบาท เกิดจากการใช้สิทธิแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ที่ราคาตามแผนฟื้นฟูฯ ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม และส่วนที่เหลือมาจากการแปลงหนี้เป็นทุนของเจ้าหนี้ที่ได้รับการชำระหนี้ที่เร็วกว่ากำหนดที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูฯ ซึ่งรายการดังกล่าวเป็นผลขาดทุนทางบัญชีที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และไม่ได้ส่งผลต่อการออกจากแผนฟื้นฟูฯ เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นภายหลังการปรับโครงสร้างทุนยังคงเป็นบวก
ในปี 67 บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากการดำเนินงาน (EBITDA) หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามสัญญาเช่าเครื่องบิน (EBITDA-Aircraft Cash Lease) ตามงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับงวด 12 เดือนย้อนหลังเท่ากับ 41,473 ล้านบาท ซึ่งไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท ตามเงื่อนไขผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูฯ และส่วนของผู้ถือหุ้นตามงบเฉพาะฯกลับมาบวก 45,495 ล้านบาท จากที่เคยติดลบ 43,352 ล้านบาทในปี 66 หลักๆ เกิดมาจากกำไรจากการดำเนินงานและผลจากการปรับโครงสร้างทุน ทำให้การบินไทยสามารถบรรลุอีกหนึ่งเงื่อนไขผลสำเร็จของแผนฟื้นฟู และทำให้เหตุแห่งการเพิกถอนหุ้นหมดไป บริษัทจึงพร้อมเดินหน้าออกจากแผนฟื้นฟูฯและนำ THAI กลับเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น
*จ่อออกจากแผนฟื้นฟู พ.ค.หวังส่งหุ้น THAI กลับเข้าเทรดใน มิ.ย.
นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูฯ ขั้นตอนสุดท้าย จะมีการเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 18 เม.ย. 68 เพื่อพิจารณากำหนดจำนวนกรรมการบริษัท 11-12 คน หลังจากนั้นจะจดทะเบียนการเปลี่ยนแปลงจำนวนกรรมการ และการแต่งตั้งกรรมการใหม่ ก่อนที่จะยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอยกเลิกการฟื้นฟูกิจการในเดือนเม.ย. และคาดว่าศาลจะมีคำสั่งในเดือนพ.ค. จากนั้นคาดว่าหุ้น THAI จะสามารถกลับเข้าไปเทรดอีกครั้งในราวเดือน มิ.ย. 68
อนึ่ง ราคาสุดท้ายหุ้น THAI ก่อนที่จะหยุดซื้อขายวันที่ 19 ก.พ. 64 อยู่ที่ 3.32 บาท/หุ้น
อย่างไรก็ตาม แม้การบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูฯ แต่ก็ยังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระภายใต้แผนฟื้นฟูฯ ที่เหลืออีก 87,000 ล้านบาท หากรวมค่าเช่าเครื่องบินจะเป็น 90,000 ล้านบาท โดยทยอยชำระคืนภายในปี 79 หรือชำระหนี้เฉลี่ยปีละ 10,000 ล้านบาท
*ปี 68 วางเป้าหมายโตต่อเนื่อง/เล็งร่วมทุน BA ลุย MRO
นานชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THAI กล่าวว่า ในปี 68 บริษัทจะมีเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม 9 ลำ ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/68 จะทำให้บริษัทมีกำลังผลิตใหม่ (New Production) เพิ่มขึ้น 2% โดยแครื่องบินใหม่ ได้แก่ แอร์บัส A330 จำนวน 7 ลำ แอร์บัส A321 จำนวน 1 ลำ และ แอร์บัสA330-300 จำนวน 1 ลำ ทำให้สิ้นปี 68 จะมีฝูงบิน 87 ลำ ดังนั้น คาดว่ารายได้รวมในปี 68 จะเติบโตจากปี 67 ที่มี Cabin Factor 85%
บริษัทมั่นใจว่า ในปี 68 จะสามารถรักษาระดับ EBITDA ที่ทำไว้ในปี 67 และ 66 ที่ 41,839 ล้านบาท และ 42,875 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน EBITDA Mergin ปี 67 อยู่ที่ 22% จากปี 66 ที่ 23% ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการขายตั๋วโดยสารแบบ Network มากขึ้นเป็น 40% ส่วนการขายแบบ Point to Point จะอยู่ที่ 60%
ทั้งนี้ ไตรมาส 1/68 เห็นแนวโน้มผลประกอบการดีขึ้น โดย Cabin Factor ในเดือน ม.ค. -ก.พ. ดีกว่าปีที่ผ่านมาอยู่ระดับ 85%
อย่างไรก็ดี นายชาย ยอมรับว่า ปีนี้ยังมีความเสี่ยงที่ภาพรวมธุรกิจการบินในช่วง 68-70 มีปัญหาด้านซัพพลาย โดยอุตสาหกรรมการบินยังมีเครื่องบินใหม่เข้ามาจำกัด รวมถึงชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องบิน แต่ไม่กังวลเรื่องการแข่งขัน เพราะทุกสายการบินได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ส่วนปัจจัยราคาน้ำมัน บริษัทยังจัดการได้ดี ซึ่งปัจจุบันคณะผู้บริหารแผนให้เพิ่มการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน และอัตราแลกเปลี่ยน โดยต้นทุนหลักของการบินไทย 40% เป็นน้ำมัน
สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดนั้น บริษัทก็เห็นแนวโน้มนี้แล้ว โดยหันไปเน้นขยายตลาดอินเดียและปากีสถาน ซึ่งอินเดียมีจุดบิน 10 เมือง และเตรียมเพิ่มเที่ยวบินมุมไบจาก 11 เที่ยวบิน/สัปดาห์เป็น 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ส่วนจุดบินในจีนปัจจุบันเหลือ 5 เมือง 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากเดิม 8 เมือง 70 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ทำให้รายได้จากเส้นทางจีนมีสัดส่วนลดลงเหลือ 2-3% ขณะที่เส้นทางยุโรป และออสเตรเลียมีสัดส่วนรายได้มากสุด และเตรียมเพิ่มเที่ยวบิน มิวนิค ประเทศเยอรมันด้วย
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมขายเครื่องบินเก่า ได้แก่ เครื่องบินโบอิ้ง 777-300 จำนวน 6 ลำ และ โบอิ้ง 777-200 ER ที่จะปลดระวางอีก 3 ลำ
นายชาย ยังกล่าวว่า ในเร็วๆนี้ การบินไทยเตรียมเซ็น MOU กับ บมจ.กรุงเทพการบิน (BA) เพื่อร่วมศึกษาและร่วมลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ที่สนามบินอู่ตะเภา มูลค่าโครงการ 1 หมื่นล้านบาท โดยทาง EEC จะเปิดให้ผู้ประกอบการไทยยื่นข้อเสนอโครงการ MRO ทั้งนี้มีโอกาสที่ THAI จะถือหุ้นมากกว่า เพราะมีประสบการณ์สูงและมีฝูงบินของตัวเองเป็นจำนวนมาก