นายสุจินต์ เรียนวิริยะกิจ กรรมการบริหาร บมจ.ปิ่นทอง อินดัสเตรียล ปาร์ค [PIN] เปิดเผยว่า บริษัททุ่มงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาทขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองโครงการ 3 อีก 700 ไร่ เพื่อรองรับโอกาสอุตสาหกรรมแห่งอนาคตย้ายฐานการผลิตเข้าไทยมุ่งสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลก คาดสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 5.6 พันอัตรา ขณะที่ปี 68 ตั้งเป้ายอดโอนที่ดิน 780 ไร่
ทั้งนี้ ภาพรวมนิคมอุตสาหกรรมไตรมาส 1/68 เติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนชาวต่างชาติมายังประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้า Data Center, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน
ล่าสุดบริษัทได้ดำเนินการเซ็นสัญญาร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองโครงการ 3 อีก 700 ไร่ ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ห่างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังเพียง 20 กิโลเมตร เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ดิจิทัล, ชิ้นส่วนยานยนต์, พลังงานสะอาด ตลอดจนอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมระดับโลก
ส่วนขยายพื้นที่นิคมฯ ปิ่นทองโครงการ 3 ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท ประกอบด้วยพื้นที่ขาย 567 ไร่ ออกแบบภายใต้แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) มีพื้นที่สีเขียว และพื้นที่แนวกันชนเชิงนิเวศ (Eco-Belt) รอบพื้นที่โครงการ ตลอดจนบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งน้ำเพื่ออุตสาหกรรม การให้บริการบำบัดน้ำเสีย การให้บริการไฟเบอร์ออพติกใต้ดิน โดยใช้เทคโนโลยีควบคุมผ่านห้องควบคุมปฏิบัติการของสำนักงานใหญ่ คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ไตรมาส 2/69 และสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 29,480 ล้านบาท ตลอดจนเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 5,670 คน โดยเมื่อรวมกับพื้นที่นิคมฯ ปิ่นทองโครงการ 3 เดิมอีก 1,547 ไร่ จะทำให้นิคมฯ ปิ่นทองแห่งนี้มีพื้นที่รวมทั้งหมด 2,245 ไร่
ส่วนแผนการดำเนินงานปี 68 บริษัทฯ จะเร่งพัฒนาพื้นที่โครงการใหม่ 2,700 ไร่ ประกอบด้วยนิคมฯ ปิ่นทองโครงการที่ 7 และ 8 ที่ได้ประกาศแผนลงทุนไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งส่วนขยายนิคมฯ ปิ่นทองโครงการที่ 3 โดยได้ตั้งเป้าโอนที่ดินในปีนี้ 780 ไร่ ขณะที่นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ 2.0 มองว่าเป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะจะทำให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเร็วขึ้นโดยเฉพาะประเทศจีน แต่อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวยังมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาต้องติดตามอย่างใกล้ชิด