นางสาวอริยา ตีรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่าแม้ปัจจุบันมีความท้าทายหลากหลายด้าน ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ และเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่ยังมีปัจจัยบวกจากดอกเบี้ยที่ปรับตัวลงเร็วกว่าคาด อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนให้ผู้ออกบางส่วนมีแรงจูงใจให้ออกหุ้นกู้เร็วขึ้น หรือเพิ่มวงเงินการออกมากขึ้น โดยยังคงเป้ายอดหุ้นกู้ใหม่ในปี 68 ที่ 8.5-9 แสนล้านบาท
ในไตรมาส 1/68 มีหุ้นที่ผิดนัดชำระจากผู้ออก 3 ราย รวม 1,605 ล้านบาท เป็นหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียน 2 ราย ได้แก่ บมจ.โคลเวอร์ เพาเวอร์ [CV] 1 รุ่น 452 ล้านบาท และ บมจ.ช ทวี [CHO] 4 รุ่น 745 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัทนอกตลาด คือ บริษัท เวสท์เทค เอ็กซ์โพเนนเชียล (WTX) 1 รุ่น 408 ล้านบาท ขณะที่หุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระในไตรมาส 1/68 รวม 8,841 ล้านบาท จากผู้ออก 9 ราย
นางสาวอริยา มองว่า จำนวนบริษัทที่จะผิดนัดชำระหุ้นกู้ปี 68 คาดว่าน้อยลงจากปีก่อน เนื่องจากเมื่อมีสัญญาณว่าจะผิดนัดบริษัทส่วนใหญ่จะมีการเจรจากับผู้ถือหุ้นกู้ก่อน ไม่ปล่อยให้ถึงกำหนด ส่งผลให้จำนวนหุ้นกู้ที่มีการเลื่อนกำหนดชำระเพิ่มมากขึ้น และยังเห็นอยู่ต่อเนื่อง
"เราไม่ได้คิดว่าจะมีหุ้นกู้ผิดนัดชำระ (Default) เยอะ จากความระมัดระวังของนักลงทุนมาตลอด ผู้ออกตื่นตัวตลอด ที่ประกาศว่าเป็น Default เลยไม่ค่อยมี มักจะเปลี่ยนเป็น Delay หรือเลื่อนกำหนดชำระ เรายังคิดว่าเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีแน่นอนเราหนีไม่พ้น แต่จะมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เขาไม่ปล่อยให้เป็น Default หรอก"นางสาวอริยา กล่าว
ทั้งนี้ 3 ไตรมาสที่เหลือของปี 68 จะมีหุ้นกู้ระยะยาวครบกำหนด 686,004 ล้านบาท แบ่งเป็น Investment Grade 86% วงเงินราว590,029 ล้านบาท และ High Yield 14% วงเงินราว 95,975 ล้านบาท
สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้รับผลกระทบ สามารถออกหุ้นกู้ได้เพิ่ม สะท้อนจากในไตรมาส 1/68 กลุ่มอสังหาฯ ยังออกหุ้นกู้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่หุ้นกู้ Investment Grade ยังเสนอขายได้มากกว่าที่ครบกำหนด Roll Over ได้ไม่มีปัญหา
นอกจากนี้ในบริษัทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง รวมทั้งบริษัทที่ทำได้ดีหลังสถานการณ์แผ่นดินไหวพบว่าสภาพอาคารมีความเสียหายน้อย ก็กลับเป็นผลบวกกับบริษัทเองด้วยที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพียงหุ้นกู้ Investment Grade แต่ยังมีหุ้นกู้ที่เรทติ้งต่ำหรือไม่ได้จัดเรทติ้งก็ได้รับความสนใจด้วยเช่นกัน
ด้านนายสมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ ThaiBMA เปิดเผยว่า มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 1/68 เท่ากับ 17.5 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.2% จากปีที่แล้ว จากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐเป็นสำคัญ ทั้งนี้ในส่วนของการออก
ตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้ระยะยาว) มีมูลค่า 203,486 ล้านบาท ลดลง 1.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยหุ้นกู้กลุ่ม Investment grade โดยรวมมีการออกมากกว่ามูลค่าที่ครบกำหนด ในขณะที่หุ้นกู้กลุ่ม High yield มีการออกน้อยกว่ามูลค่าที่ครบกำหนด กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่ม Energy Property และ Finance ตามลำดับ
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Government bond yield curve) ในไตรมาส 1/68 มีการปรับตัวในทิศทางขาลงโดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลักจากที่กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.00% ส่งผลให้ Bond yield ไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวลดลง 31-35 bps. จากสิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 1.69%, 1.74% และ 1.99% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/68
เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate bond yield curve) ในไตรมาส 1/68 ของหุ้นกู้อันดับเครดิตต่างๆ ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนรุ่นอายุ 5 ปี ของหุ้นกู้กลุ่ม AAA AA A และ BBB+ ปรับตัวลดลง26-52 bps. มาอยู่ที่ระดับ 2.29% 2.63% 3.01% และ 4.31% ตามลำดับ ณ สิ้นไตรมาส 1/68
กระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ (Fund flow) ในไตรมาสแรกของปี 2568 เป็นการซื้อสะสมสุทธิตราสารหนี้ไทยจำนวน 10,297 ล้านบาท โดยเป็นผลรวมของการขายสุทธิตราสารหนี้ไทย 11,989 ล้านบาทในเดือนมกราคม ก่อนพลิกกลับมาเป็นการซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทยในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมรวม 22,286 ล้านบาท หลังจากการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้การถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ
ณ สิ้นไตรมาส 1/68 เท่ากับ 8.74 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5%ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองมีอายุคงเหลือเฉลี่ย 8.4 ปี ลดลงจาก 8.7 ปีเมื่อสิ้นปี 2567
ทั้งนี้ นายสมจินต์ ยังกล่าวถึงผลการสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี 68 ที่ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่กลางปีเป็นต้นไปราว 1-2 ครั้ง รวม 0.25-0.50% ลงมาอยู่ที่ 1.50-1.75% จากปัจจุบันที่ 2.00% สำหรับการคาดการณ์ Bond yield ไทย ผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่า Bond yield ไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี ในช่วงที่เหลือของปี 68 จะขยับตัวลดลงเฉลี่ยราว 4-7 pbs. จากสิ้นไตรมาส 1/68 จากปัจจัยเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำเป็นสำคัญ