นายกริช ลี้ถาวร ผู้บริหารด้านการเงิน Vice President Corporate Finance บมจ.เอสวีไอ [SVI] เปิดเผยว่า SVI ได้ประเมินสถานการณ์หลังสหรัฐออกประกาศนโยบายอัตราภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Trade and Tariffs) มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ มากนัก เนื่องจากเปรียบเทียบการขึ้นอัตราภาษีของประเทศไทยที่ 37% ถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา 49% เวียดนาม 46% หรือจีน 54% อีกทั้งไทยยังมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่โดดเด่น จึงเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพการผลิตของ SVI จะทำให้มีออเดอร์จีนให้ความสนใจใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทได้บริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อรองรับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ลงทุนจัดตั้งฐานการผลิตสินค้าประเภทวงจรไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์สำเร็จรูป (EMS) ให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ที่รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตคิดเป็นมูลค่า 100-110 ล้านเหรียญสหรัฐ สามารถชดเชยความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการค้าโลกภายใต้รัฐบาลของ ?โดนัลด์ ทรัมป์? และฐานการผลิตดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดสหรัฐที่มีศักยภาพการเติบโตที่ดีได้อีกด้วย
"รายได้จากออเดอร์ที่ส่งไปยังสหรัฐคิดเป็น 17% ของรายได้รวมในปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 624 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เรามองว่าผลกระทบจากการขึ้นเพดานภาษีครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเราไม่มากนัก เนื่องจากได้บริหารจัดการความเสี่ยงลดผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังมีฐานการผลิตในสหรัฐและเริ่มผลิตสินค้าได้แล้ว จึงเชื่อมั่นว่าทั้งปีจะยังสามารถผลักดันการเติบโตของยอดขายทั้งปีได้ตามแผน" นายกริช กล่าว