โบรกเกอร์ ยังคงแนะนำ"ซื้อ"หุ้น บมจ.บมจ.แคล-คอมพ์ อีเลคโทรนิคส์(ประเทศไทย)หรือ CCET คาดการณ์ผลประกอบการในครึ่งหลังปี 51 จะดีกว่าครึ่งปีแรก จากการผลิตสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นและเงินบาทอ่อนค่าหนุนให้รายได้และกำไรดีขึ้น เห็นจากยอดขายเดือน ส.ค.สูงติดต่อเป็นเดือนที่ 2 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ประกอบกับราคาหุ้นได้ปรับลงมามากทำให้เห็นอัพไซด์สูงจากราคาพื้นฐาน
วานนี้ หุ้น CCET ปิดที่ 4.18 บาท โดยปรับลงไปต่ำสุด 4.14 บาท จากสัปดาห์ที่แล้วที่ราคาลงไปต่ำสุด 4.10 บาท ถือว่าเป็นราคาต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี 8 เดือน
โบรกเกอร์ คำแนะนำ ราคาเป้าหมาย(บาทต่อหุ้น)
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ซื้อ 7.30
บล.ฟินันซ่า ซื้อ 7.10
บล.ยูไนเต็ด ซื้อ 6.23
บล.กิมเอ็งฯ ซื้อ 5.84
บล.กรุงศรีอยุธยา ซื้อ 5.58
นักวิเคราะห์จาก บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย)มองว่า ยอดขายในไตรมาส 3/51 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของ CCET เพราะมีการขายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น(Gross Profit Margin)สูง ดังนั้น คาดว่าทั้งปียอดขายปีนี้ยังเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 20% เป็น 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าลงจากกลางไตรมาส 2/51
"มีการคาดการณ์ว่าในไตรมาส 3 ดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก และมี Gross Profit Margin สูง คาดหวังว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี แต่ราคาหุ้นที่ผ่านมา Underperform เพราะผลประกอบการของครึ่งปีแรกไม่ดี"นักวิเคราะห์ กล่าว
ทั้งนี้ ในครึ่งแรกของปี 51 อยู่ในช่วง Low Season ของบริษัทอยู่แล้ว ประกอบกับเรื่องมาร์จิ้นมีผลกระทบจากยอดขายของหลายๆผลิตภัณฑ์ และวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น การควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยดีนัก
ด้านน.ส.ศลยา ณ สงขลา ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เชื่อว่า ผลประกอบการครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะมีผลิตสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ได้แก่ สินค้าในกลุ่ม PCBA และ Set top box ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นขณะนี้ยังมีอัพไซด์มากจากราคาพื้นฐานที่ให้ไว้ที่ 5.84 บาท จึงมองว่ายังน่าลงทุน
บล.กรุงศรีอยุธยา ระบุในบทวิเคราะห์ว่า CCET ประกาศยอดขายเดือน ส.ค.51 เท่ากับ 12,582 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 1% จากเดือนก่อนหน้า ทำให้ยอดขายช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้เติบโตกว่า 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ระดับ 74,964 ล้านบาท
"เชื่อว่าข่าวนี้เป็นปัจจัยบวกในระยะสั้นเนื่องจากยอดขายเดือนส.ค.ที่ประกาศออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ และเชื่อว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม เรากลับวิตกต่ออัตรากำไรขั้นต้นตามยอดสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่บริษัทมีอำนาจต่อรองลดลง"
ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งอาจมีผลให้ประมาณการกำไรสุทธิแตกต่างไปจากที่เกิดขึ้นจริง เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 4.58% ระดับเดียวกับช่วงครึ่งแรกปี 51 อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการกำไรปี 51-52 ที่ 2,952 ล้านบาท และ 3,387 ล้านบาทตามลำดับ
นอกจากนี้ คาดการณ์ยอดขายทั้งปีที่ระดับ 113,248 ล้านบาท เติบโต 21%YoY ณ อัตราแลกเปลี่ยน 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ยอดขาย 8 เดือนแรกของปีนี้คิดเป็น 66% ของประมาณการยอดขายทั้งปีของบล.กรุงศรีอยุธยา ด้วยแนวโน้มยอดขายเร่งตัวในช่วงที่หลือของปีตามปัจจัยฤดูกาล และเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่า จึงมีโอกาสปรับประมาณการยอดขายขึ้นหลังการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/51 ช่วงกลางพ.ย.นี้
--อินโฟเควสท์ โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/ศศิธร โทร.0-2253-5050 ต่อ 345 อีเมล์: sasithorn@infoquest.co.th--