นายตัน คอง คูน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY)กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทในเครือประจำไตรมาส 1/52 เป็นที่น่าพอใจ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและภาษี) รวม 3,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และหลังหักสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 1,978 ล้านบาท และภาษีเงินได้จำนวน 282 ล้านบาท ธนาคารมีกำไรสุทธิ 1,025 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21%จากไตรมาสก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงานของธนาคารปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ไตรมาส 4/51 ได้แก่ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 55.6% และรายจ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 7.8% และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จุดที่ปรับปรุงดีขึ้นได้แก่ รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลสุทธิเพิ่มขึ้น 5.9% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 13.4% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 5.2%
"ปี 52 ถือเป็นปีที่มีความท้าทาย โดยในไตรมาส 1/52 ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อไทย แต่ผลการทำกำไรสุทธิของธนาคาร ถือว่าน่าพอใจในภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่เป็นอยู่" นายตัน คอง คูน กล่าว
สินทรัพย์ของธนาคาร ณ ไตรมาส 1/52 หดตัวลงเล็กน้อยที่ระดับ 1.5% โดยสาเหตุหลักเกิดจากสินเชื่อรวมลดลงประมาณ 3.9% ซึ่งค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาวะธุรกิจโดยรวม แต่การเติบโตจากการเข้าซื้อกิจการธนาคารเอไอจีเพื่อรายย่อย และบริษัท เอไอจีคาร์ด(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นข้อดีที่จะช่วยชดเชยการชะลอตัวของการขยายธุรกิจตามปกติในปีนี้ได้
ณ 31 มี.ค.52 ตามงบการเงินรวม BAY มีสินทรัพย์รวม 734,579 ล้านบาท มีสินเชื่อรวม 535,126 ล้านบาท มีเงินฝาก 524,388 ล้านบาท และมีอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ระดับ 15.57% โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ระดับ 12.94%