สัญญาน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กปิดลดลงเป็นวันที่ 4 เมื่อคืนนี้ (12 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังมีความกังวลต่ออุปสงค์น้ำมันในตลาดโลก จากกรณีที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 10 ติดต่อกัน
สัญญาน้ำมันดิบ NYMEX (New York Mercantile Exchange) ส่งมอบเดือนพ.ค.ลดลง 58 เซนต์ ปิดที่ 84.34 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะที่สัญญาน้ำมันฮีทติ้งออยล์ส่งมอบเดือนพ.ค.ลดลง 0.7 เซนต์ ปิดที่ 2.2189 ดอลลาร์/แกลลอน และสัญญาน้ำมันเบนซินเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 0.65 เซนต์ อยู่ที่ 2.2958 ดอลลาร์/แกลลอน
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาด ICE กรุงลอนดอน ส่งมอบเดือนพ.ค.ตกลง 6 เซนต์ ปิดที่ 84.77 ดอลลาร์/บาร์เรล
ขณะเดียวกัน นักลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทน้ำมันไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อข่าวความเคลื่อนไหวที่ว่า รัฐบาลในประเทศยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มีมติช่วยเหลือกรีซเป็นวงเงินรวมมูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านยูโร หรือ 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาด ซึ่งมีเป้าหมายที่จะคลี่คลายวิกฤตการณ์การเงินของกรีซและเพื่อกอบกู้ความกู้ความเชื่อมั่นในยุโรป
โดยในข้อตกลงให้ความช่วยเหลือกรีซระบุว่า รัฐบาลในกลุ่มยุโรปจะปล่อยวงเงินกู้ประเภท 3 ปีให้กรีซมูลค่า 3 หมื่นล้านยูโรในปีนี้ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 5% ซึ่งต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 3 ปีในปัจจุบันของกรีซที่ระดับ 6.98% ส่วนอีก 1.5 หมื่นล้านยูโรจะมาจากไอเอ็มเอฟ
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินยูโร อันสืบเนื่องมาจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแต่อย่างใด ทั้งๆที่โดยปกติแล้ว ราคาน้ำมันมักแกว่งตัวสวนทางกับความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ด้านนักวิเคราะห์เชื่อว่า การที่ราคาน้ำมันแกว่งตัวอยู่ที่ระดับสูงในช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายนที่ระดับ 86.84 ดอลลาร์/บาร์เรลนั้นยังไม่ใช่ปัจจัยที่แข็งแกร่งพอ ขณะเดียวกัน ภาวะอุปสงค์ที่ซบเซาก็เป็นตัวถ่วงให้ราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าระดับ 85 ดอลลาร์/บาร์เรล