ตลาดหุ้นลอนดอนปิดขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อคืนนี้ (21 ม.ค.) ท่ามกลางภาวะการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง รวมทั้งความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,970.59 จุด เพิ่มขึ้น 2.26 จุด หรือ +0.03%
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนได้รับแรงกดดันหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า GDP ในไตรมาส 4/2561 ขยายตัวเพียง 6.4% ส่วน GDP ตลอดปี 2561 ขยายตัว 6.6% จากระดับของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ระดับต่ำสุดในรอบ 28 ปี อันเนื่องมาจากผลกระทบของการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
นอกจากนี้ นักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ Brexit โดยล่าสุดนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า ตนจะไม่สนับสนุนให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลง รวมทั้งไม่สนับสนุนการขยายเวลาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป จากกำหนดเดิมในวันที่ 29 มี.ค.
ทั้งนี้ นางเมย์กล่าวต่อสมาชิกสภาสามัญชนเมื่อวานนี้ โดยมีการเปิดเผยแผน Brexit ฉบับใหม่ หลังจากที่รัฐสภาอังกฤษลงมติก่อนหน้านี้ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย 432 ต่อ 202 เสียง ปฏิเสธร่างข้อตกลง Brexit ของนางเมย์ที่ทำไว้กับผู้นำ EU ซึ่งส่งผลให้นางเมย์ต้องยื่นแผน Brexit ฉบับใหม่ต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ และรัฐสภาจะทำการอภิปราย และลงมติต่อแผนดังกล่าวในวันที่ 29 ม.ค.
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ร่วงลงเนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน โดยหุ้นอันโตฟากัสตา ดิ่งลงเกือบ 3% ขณะที่หุ้นบีเอชพี บิลลิตัน ร่วงลง 1%
หุ้นวิลเลียม ฮิลล์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตหนังสือรายใหญ่ ร่วงลง 3% หลังจากบริษัทคาดการณ์ว่า กำไรจากการดำเนินงานในปีงบการเงิน 2561 จะหดตัวลง 15%
หุ้นจัสอีท ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจัดส่งอาหาร ดีดตัวขึ้น 1% หลังจากนายปีเตอร์ พลัมบ์ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท