ดาวโจนส์ร้อนแรงพุ่งไม่หยุด ล่าสุดทะยานกว่า 300 จุดทุบนิวไฮ

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday November 5, 2021 21:12 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุดทะยานกว่า 300 จุด แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขานรับตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐ

นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากความหวังในการพัฒนายาต้านโควิด-19 หลังผลการทดลองบ่งชี้ว่ายาของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ขณะที่ประธานไฟเซอร์คาดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐจะสิ้นสุดลงในช่วงต้นปีหน้า

ณ เวลา 21.06 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 36,467.38 จุด บวก 343.15 จุด หรือ 0.95%

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 531,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 450,000 ตำแหน่ง จากระดับ 312,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย.

ส่วนอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 4.6% โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.7% จากระดับ 4.8% ในเดือนก.ย.

ราคาหุ้นของบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทยารายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ พุ่งขึ้นเกือบ 10% หลังบริษัทแถลงในวันนี้ว่า ผลการทดลองในระยะที่ 3 สำหรับยาเม็ดชนิดรับประทานเพื่อรักษาโรคโควิด-19 พบว่า ยาดังกล่าวสามารถลดความเสี่ยงของผู้ป่วยโควิด-19 ในการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ถึง 89% โดยสูงกว่ายาโมลนูพิราเวียร์ของบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค ซึ่งมีประสิทธิภาพเพียง 50%

ไฟเซอร์เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ยุติการทดลองแล้ว ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม หลังพบว่ายาดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 และบริษัทจะส่งผลการทดลองดังกล่าวให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) หลังจากที่ไฟเซอร์ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติการใช้ยาดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินต่อ FDA เมื่อเดือนต.ค.

ทั้งนี้ ไฟเซอร์ตั้งชื่อยารักษาโรคโควิด-19 ของทางบริษัทว่า Paxlovid โดยผู้ป่วยจะรับประทานยาวันละ 2 ครั้งๆละ 3 เม็ด

ไฟเซอร์เปิดเผยว่า อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองดังกล่าวมีจำนวน 1,219 คน โดยเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง และมีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19 ซึ่งได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และการมีอายุมากกว่า 60 ปี

ผลการทดลองพบว่า หากผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับยาของไฟเซอร์ภายในเวลา 3 วันหลังมีอาการ จะมีจำนวนเพียง 0.8% ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่มีผู้เสียชีวิตภายใน 28 วันหลังจากที่ได้รับยา ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกจำนวน 7% ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 7 คน

นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับยาของไฟเซอร์ภายในเวลา 5 วันหลังมีอาการ จะมีจำนวน 1% ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกจำนวน 6.7% ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 10 คน

นายแพทย์สก็อตต์ ก็อตลิบ ประธานคณะกรรมการของบริษัทไฟเซอร์ และอดีตประธานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐจะสิ้นสุดลงในเดือนม.ค.2565 ซึ่งมาตรการบังคับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ในบริษัทเอกชนทั่วสหรัฐจะมีผลบังคับใช้

ขณะนี้ สหรัฐติดอันดับ 1 ของโลกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ติดเชื้อกว่า 47 ล้านราย และเสียชีวิตมากกว่า 770,000 ราย

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดนออกคำสั่งก่อนหน้านี้ ระบุว่า เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2565 บริษัทเอกชนที่มีพนักงานอย่างน้อย 100 คนจะต้องให้พนักงานเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์หรือโมเดอร์นาจำนวน 2 เข็ม หรือวัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันจำนวน 1 เข็ม หากพนักงานคนใดไม่ปฏิบัติตาม ก็จะต้องถูกตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างเป็นประจำ

"คำสั่งนี้ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 ม.ค.จะทำให้การแพร่ระบาดยุติลง อย่างน้อยก็ในสหรัฐ และโควิด-19 จะกลายเป็นเพียงโรคประจำถิ่น" นายแพทย์ก็อตลิบกล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ