ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบในวันจันทร์ (24 มี.ค.) ขณะที่นักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอดูรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แม้ว่าหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ช่วยพยุงตลาดก็ตาม
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 8,638.01 จุด ลดลง 8.78 จุด หรือ -0.10%
หุ้นกลุ่มเภสัชกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพลดลง 1.5% โดยหุ้นแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ลบ 1.3% ซึ่งส่งผลกดดันดัชนี FTSE 100
แต่หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ปรับตัวขึ้น 1.6% ตามราคาทองแดงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบรรดาเทรดเดอร์รีบซื้อทองแดงเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังขู่จะเก็บภาษีนำเข้าทองแดง
นอกจากนี้ เจพีมอร์แกน (JPMorgan) ยังปรับเพิ่มคำแนะนำลงทุนสำหรับหุ้นเหมืองของยุโรปจาก "ลดน้ำหนักลงทุน" เป็น "เพิ่มน้ำหนักลงทุน" ส่งผลให้หุ้นเหมืองแร่สำคัญอย่าง แองโกล อเมริกัน (Anglo American), เกล็นคอร์ (Glencore), แอนโทฟากัสตา (Antofagasta) และริโอ ทินโต (Rio Tinto) ปรับตัวขึ้นระหว่าง 1.2%-2.7%
บรรดานักลงทุนยังคงรอดูรายละเอียดเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีบางกลุ่มอุตสาหกรรมในมาตรการภาษีตอบโต้ของทรัมป์ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ด้านการเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัวนั้น หุ้นโวดาโฟน (Vodafone) ร่วงลง 4.4% หลังจาก BofA Global Research ปรับลดคำแนะนำลงทุนจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" และปรับลดเป้าหมายราคาหุ้น
หุ้นแครนส์วิก (Cranswick) ผู้ผลิตเนื้อสัตว์ ร่วงลง 2.4% หลังมีรายงานว่าพบเชื้อไข้หวัดนกในแกะตัวหนึ่งในอังกฤษ
สำหรับปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องจับตานั้น สัปดาห์นี้นักลงทุนรอการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น อัตราเงินเฟ้อและการอัปเดตงบประมาณครึ่งปีของอังกฤษ รวมถึงดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.พ. ซึ่งเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ
ธุรกิจในภาคบริการของอังกฤษมีแนวโน้มดีขึ้น โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเบื้องต้นของอังกฤษในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือนที่ 53.2 จาก 51 ในเดือนก.พ. ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับ ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอังกฤษ ก่อนที่เธอจะกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและการคลังของประเทศในสัปดาห์นี้