ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันพุธ (2 เม.ย.) โดยได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ขณะที่นักลงทุนจับตาแผนภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและกระตุ้นเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 536.92 จุด ลดลง 2.72 จุด หรือ -0.50%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,858.83 จุด ลดลง 17.53 จุด หรือ -0.22%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,390.84 จุด ลดลง 149.14 จุด หรือ -0.66% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 8,608.48 จุด ลดลง 26.32 จุด หรือ -0.30%
ดัชนี STOXX 600 ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน และอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมี.ค.อยู่ราว 5.1%
บรรดานักลงทุนจับตารายละเอียดเกี่ยวกับภาษีตอบโต้ของทรัมป์ต่อประเทศคู่ค้า ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากมีการประกาศในเวลา 2000 GMT หรือ 03.00 น.ตามเวลาไทยในวันพฤหัสบดี (3 เม.ย.)
ตลาดหุ้นยุโรปมีความผันผวนตลอดทั้งสัปดาห์นี้ เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว หลังจากทรัมป์ส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการกำหนดภาษีเฉพาะเจาะจงสำหรับบางประเทศ
มาร์ก เฟอร์รัชชี รัฐมนตรีอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสกล่าวว่า ยุโรปจะตอบโต้ภาษีของสหรัฐฯ อย่างเหมาะสม ขณะที่ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังของอังกฤษระบุว่า จะไม่รีบดำเนินมาตรการตอบโต้ที่อาจกระทบต่อข้อตกลงการค้าในอนาคต
คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เตือนว่า มาตรการภาษีของทรัมป์จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ฟรองซัวส์ วีลเลอรอย เดอ กาลโฮ สมาชิก ECB กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะไม่ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อของยุโรปที่ลดลงนั้นหยุดชะงัก
หุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ ลดลง 1.7% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ และแตะระดับต่ำสุดของปีนี้ โดยหุ้นซาโนฟี (Sanofi) และหุ้นโนวาร์ทิส ลดลงราว 1.6% ขณะที่หุ้นโนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) เป็นแรงกดดันหลักต่อดัชนี โดยร่วงลง 2.6%
หุ้นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน ปรับตัวลง 0.1% ขณะที่ภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐฯ ในอัตรา 25% จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 เม.ย.นี้