หุ้นบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักในการซื้อขายนอกเวลาทำการที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กช่วงเช้าวันนี้ (3 เม.ย.) หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหม่ที่ครอบคลุมทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลก
หุ้นแอปเปิ้ล (Apple) ร่วงลงถึง 7.14% โดยรายได้ส่วนใหญ่ของแอปเปิ้ลมาจากอุปกรณ์ที่ผลิตต้นทางในจีนและอีกหลายประเทศในเอเชีย
หุ้นอินวิเดีย (Nvidia) ซึ่งผลิตชิปในไต้หวันและประกอบระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเม็กซิโกและประเทศอื่น ๆ นั้น ร่วงลงราว 5.68% ขณะที่หุ้นเทสลา (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ร่วงลง 8.01%
นอกจากนี้ หุ้นอัลฟาเบท (Alphabet), หุ้นอะเมซอน (Amazon) และหุ้นเมตา (Meta) ปรับตัวลงระหว่าง 3.57% - 6.10% ขณะที่หุ้นไมโครซอฟท์ (Microsoft) ร่วงลง 3.05%
ปธน.ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในวันพุธ (2 เม.ย.) เพื่อประกาศใช้ทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) และมาตรการภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tarrifs) โดยมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถูกเรียกเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ
ปธน.ทรัมป์ประกาศว่า จะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรพื้นฐานในอัตรา 10% จากทุกประเทศ ในขณะที่จะเก็บภาษีตอบโต้เพิ่มเติมกับคู่ค้าของสหรัฐฯ บางประเทศ ซึ่งรวมถึงจีนที่ถูกเรียกเก็บ 34%, อินเดีย 26%, เกาหลีใต้ 25%, ญี่ปุ่น 24% และสหภาพยุโรป (EU) 20%
ส่วนประเทศในอาเซียนถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ถ้วนหน้าเช่นกัน นำโดยกัมพูชา 49%, ลาว 48% เวียดนาม 46%, เมียนมา 44%, ไทย 36%, อินโดนีเซีย 32%, บรูไน 24%, มาเลเซีย 24% ฟิลิปปินส์ 17% และสิงคโปร์ 10%
เจ้าหน้าที่อาวุโสของทำเนียบขาวระบุว่า ภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาลจะมีผลบังคับใช้ในวันเสาร์ที่ 5 เม.ย. ขณะที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ซึ่งมุ่งเป้าไปที่คู่ค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 60 ประเทศนั้น จะมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 9 เม.ย.