ดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยืนยันเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้าที่นำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกตามกำหนดเดิม และสหรัฐจะเพิ่มการเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน
ณ เวลา 19.45 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.07% สู่ระดับ 107.32 ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า 0.44% สู่ระดับ 150.46 เยน และปรับตัวลง 0.08% สู่ระดับ 1.041 เทียบยูโร
ทั้งนี้ ปธน.ทรัมป์ระบุใน Truth Social ว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโก โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค. เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงไม่ได้ดำเนินการมากพอในการสกัดการไหลทะลักของยาเฟนทานิลผ่านชายแดนเข้าสู่สหรัฐ
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 10% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 4 มี.ค.เช่นกัน นอกเหนือจากที่มีการเรียกเก็บในอัตรา 10% อยู่แล้วในขณะนี้
ขณะเดียวกัน ปธน.ทรัมป์เสริมว่า สหรัฐจะบังคับใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในวันที่ 2 เม.ย. อย่างเต็มกำลังและมีประสิทธิภาพ
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ โดยสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.6% ในเดือนธ.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนธ.ค.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนธ.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนม.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือนธ.ค.