ดุลบัญชีเดินสะพัดของอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนต่างของปริมาณเงินที่ไหลเข้าและเงินที่ไหลออกจากประเทศในด้านการชำระเงิน สินค้าและบริการนั้น ขาดดุลอยู่ราว 2.65 หมื่นล้านปอนด์ (4.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งลดลงจากระดับสูงสุดที่ 3.18 หมื่นล้านปอนด์ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2557 และคิดเป็นสัดส่วน 5.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอังกฤษในปี 2557
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของอังกฤษ (NIESR) คาดการณ์ว่า ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะ "ค่อยๆชะลอลง" แต่อังกฤษจะยังคงเป็นผู้กู้ยืมสุทธิ (net borrower) จากทั่วโลก โดยทางสถาบันยังระบุว่า "ภายในปี 2563 เราคาดว่าอังกฤษจะต้องระดมทุนจากต่างประเทศราว 3.5% ของ GDP"
นายไซมอน เคอร์บี หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ NIESR เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ปี 2556 มีสาเหตุมาจากการขาดดุลกับภูมิภาคยูโรโซน
นายเคอร์บีคาดว่าการปรับตัวที่ย่ำแย่นี้จะดำเนินไปชั่วคราว และจะหมุนเวียนเป็นวงจร
เขาเสริมว่า การที่อังกฤษขาดดุลต่อเนื่อง จะทำให้อังกฤษต้องพึ่งพาการระดมทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และหากภาวการณ์ดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องมีสัญญาณบ่งชี้ด้านปัจจัยพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับศักยภาพในการบริโภค
หากกสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นไปชั่วคราวตามที่นายเคอร์บีคาดการณ์ไว้แล้ว อังกฤษก็จะต้องการการลงทุนจากต่างประเทศราว 6 % ของ GDP ต่อปี สำนักข่าวซินหัวรายงาน