ผลสำรวจทางธุรกิจที่เปิดเผยในวันนี้ (3 เม.ย.) บ่งชี้ว่า ภาคบริการของสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม กลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในเดือนมี.ค. โดยแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2567 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงกังวลอย่างมากเกี่ยวกับต้นทุนที่สูงขึ้น ความเสี่ยงเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของ UK จาก S&P Global ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.5 ในเดือนมี.ค. จาก 51.0 ในเดือนก.พ. แต่ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 53.2
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
S&P Global ระบุว่า การเติบโตนี้เป็นผลมาจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้น
ยอดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อการส่งออกกลับมาเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยได้แรงหนุนหลักจากความต้องการในยุโรปที่ฟื้นตัว สวนทางกับความต้องการจากสหรัฐฯ ที่ผู้ตอบแบบสำรวจบางส่วนระบุว่าอ่อนแอลง
อย่างไรก็ดี แม้กิจกรรมทางธุรกิจจะดูดีขึ้นในปัจจุบัน แต่ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มในระยะสั้นยังคงไม่สดใสนัก โดยนักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ความกังวลหลัก ๆ มาจากภาระค่าจ้างพนักงานที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นำมาใช้
ในด้านต้นทุน พบว่าต้นทุนปัจจัยการผลิตยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นการเพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีนี้ บริษัทต่าง ๆ ระบุว่า ต้นทุนการขนส่งที่ลดลงช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าจ้างพนักงานที่สูงขึ้น รวมถึงราคาจากซัพพลายเออร์ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อมโยงกับการปรับขึ้นภาษีค่าจ้าง (payroll tax) ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้
สำหรับตัวเลขการจ้างงาน พบว่าปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม อัตราการลดลงดังกล่าวนับว่าชะลอตัวลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการขั้นสุดท้ายของ UK ประจำเดือนมี.ค. ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 51.5 จาก 50.5 ในเดือนก.พ. แต่ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการที่ 52.0