คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ITC) ของสหรัฐ เปิดเผยเมื่อวานนี้ (6 ก.พ.) ว่า บริษัทในสหรัฐมีการผลิตอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นหลังทางการสหรัฐได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้า ทว่าบริษัทสหรัฐบางรายยังคงขาดทุน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้าอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์เป็นครั้งแรกในปี 2561 และได้ขยายเวลาออกไปโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในอีก 4 ปีต่อมา ภายใต้การเก็บภาษีดังกล่าว เซลล์และโมดูลแสงอาทิตย์ซิลิคอนผลึกด้านเดียวจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 14.25% ตลอดทั้งปีนี้ และเก็บ 14% เกือบตลอดทั้งปี 2568
ITC ได้สรุปในรายงานประเมินความยาว 408 หน้าว่า "มาตรการปกป้องส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดการปรับตัวในทางบวก ในแง่ของการขยายธุรกิจและการลงทุนในการผลิตโมดูล CSPV ในประเทศ และประกาศแผนในการผลิตเซลล์ CSPV ในประเทศอีกครั้ง"
อย่างไรก็ตาม ITC ระบุว่า อุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบรรดาผู้ผลิตมองว่ากำลังบ่อนทำลายทั้งนโยบายคุ้มครองด้วยพิกัดอัตราศุลกากรและนโยบายจูงใจหลายอย่างภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปรับลดเงินเฟ้อของสหรัฐ (Inflation Reduction Act หรือ IRA) โดยแม้ผู้ผลิตโมดูลจะได้รับการสนับสนุน แต่เหล่าผู้ผลิตโมดูลยังคงประสบกับการขาดทุนจากการดำเนินงานและขาดทุนสุทธิ
กลุ่มผู้ผลิตมองว่า ผลการประเมินดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการผ่อนปรนเพิ่มเติม ซึ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับปธน.โจ ไบเดน ในการออกมาตรการดูแลห่วงโซ่อุปทานในประเทศเมื่อแยกทางจากจีน ไม่ว่าจะด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้า หรือไม่ก็ยกเลิกการยกเว้นภาษีแผงโซลาร์เซลล์แบบสองด้านที่ได้รับความนิยมไปเลย