ผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทโมเน็กซ์ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (Monex Financial Group) ของเม็กซิโกเตือนว่า การที่สหรัฐฯ เรียกภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตรา 25% อาจทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ของเม็กซิโกและแคนาดาปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกที่เผชิญกับแรงกดดันอยู่แล้ว
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โมเน็กซ์ระบุในรายงานวิเคราะห์ซึ่งมีการเผยแพร่ในวันพุธ (26 มี.ค.) ว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมของสหรัฐฯ ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ได้เริ่มส่งผลกระทบต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกแล้ว
ทั้งนี้ เหล็กจากเม็กซิโกและแคนาดารวมกันคิดเป็นอัตราส่วนเกือบ 40% ของการนำเข้าเหล็กโดยสหรัฐฯ ในปี 2567 นอกจากนี้ เม็กซิโกและแคนาดาต่างยังเป็นผู้จัดหารถยนต์ประมาณ 29% ของการนำเข้ารถยนต์โดยรวมโดยสหรัฐฯ
สำหรับเม็กซิโกนั้น ภาษีศุลกากรอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกราว 4.7% ของการค้าโดยรวม และผลกระทบที่มีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อาจจะสูงถึง 1.5%
นอกจากนี้ โมเน็กซ์ประมาณการว่า มาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยของรถยนต์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 3,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ยอดขายในปี 2568 ปรับตัวลดลง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ปธน.ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารในวันพุธ (26 มี.ค.) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ทุกคันที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย. และจะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บภาษีในวันที่ 3 เม.ย.
ทั้งนี้ ภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บครั้งล่าสุดนี้ เพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 2.5% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูการผลิตภายในประเทศและดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมเข้ามาในสหรัฐอเมริกา ปธน.ทรัมป์เชื่อว่า มาตรการภาษีศุลกากรจะทำให้บริษัทรถยนต์ย้ายฐานการผลิตกลับมายังสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งจะสร้างรายได้ใหม่ให้กับรัฐบาล และช่วยลดหนี้สาธารณะของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า มาตรการภาษีศุลกากรจะส่งผลให้ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคที่กำลังเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงอยู่แล้ว