เจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ รายงานเมื่อวันอังคาร (1 เม.ย.) ว่า บริษัทขายรถยนต์ในสหรัฐฯ ได้จำนวน 693,363 คันในไตรมาส 1/2568 โดยเพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบรายปี
รายงานระบุว่า ยอดขายของรถทุกรุ่นในเครือ GM เพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักสิบ โดยยอดขายของบูอิค (Buick) เพิ่มขึ้น 39%, คาดิลแลค (Cadillac) เพิ่มขึ้น 18%, เชฟโรเลต (Chevrolet) เพิ่มขึ้น 14% และจีเอ็มซี (GMC) เพิ่มขึ้น 18%
"ยอดขายของ GM เติบโตแซงหน้าผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อื่น ๆ และแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา" รอรี่ ฮาร์วีย์ รองประธานบริหารของ GM และประธานตลาดโลกระบุ "เราเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรถกระบะและรถ SUV ขนาดเล็กที่มีราคาย่อมเยา"
ส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของ GM เพิ่มขึ้น 94% สู่ระดับ 31,887 คันในไตรมาสแรก ซึ่งทำให้ GM กลายเป็นผู้จำหน่ายรถไฟฟ้ารายใหญ่อันดับสองในสหรัฐฯ รองจากเทสลา
อย่างไรก็ตาม สต็อกสินค้าคงคลังของ GM ณ สิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 549,312 คัน ลดลง 8% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคาซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นไม่ถึง 3% เมื่อเทียบเป็นรายปี
ทั้งนี้ ดีทรอยต์ ฟรี เพรส (Detroit Free Press) รายงานโดยอ้างนักวิเคราะห์ตลาดว่า มาตรการเก็บภาษีนำเข้า 25% สำหรับรถยนต์และชิ้นส่วนนำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 3 เม.ย.นี้ อาจส่งผลเชิงลบต่อยอดขายรถในปี 2568 และคาดว่าจะทำให้ราคารถยนต์ใหม่และรถมือสองปรับตัวสูงขึ้น