เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงกรณีที่ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงลงอย่างหนักว่าเป็นเพียงความเจ็บปวดชั่วคราว ซึ่งการแสดงความเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทำเนียบขาวพยายามไม่ให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นในทันทีหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหม่ในวันพุธ (2 เม.ย.)
แวนซ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนิวส์แมกซ์ (Newsmax) ว่า "ผมเคยคิดว่าตลาดจะแย่กว่านี้เสียอีก เพราะนี่เป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ อย่างที่ท่านประธานาธิบดีกล่าวก่อนหน้านี้ว่า มันเหมือนกับคนไข้ป่วยหนัก แล้วเราได้ทำการผ่าตัด และตอนนี้ถึงเวลาที่จะทำให้คนไข้มีอาการดีขึ้น และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ" พร้อมกับเน้นย้ำว่า ตลาดหุ้นย่ำแย่แค่วันเดียว แต่จะเฟื่องฟูในระยะยาว
การแสดงความเห็นของแวนซ์มีขึ้นหลังจากปธน.ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tariff) เมื่อวันพุธ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้นนิวยอร์ก โดยในวันพฤหัสบดี (3 เม.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงรุนแรงถึง 1,679.39 จุด หรือ 3.98% และดัชนี S&P500 ดิ่งลง 274.45 จุด หรือ 4.84% ซึ่งดัชนีทั้งสองร่วงลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2563
ทั้งนี้ ภาษีศุลกากรตอบโต้จะแตกต่างกันไปเป็นรายประเทศ ขึ้นอยู่กับการตั้งกำแพงภาษีของประเทศนั้น ๆ ที่มีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. ส่วนภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาลจะอยู่ที่ระดับ 10% เท่ากันทุกประเทศ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.