รัฐบาลจีนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (5 เม.ย.) เพื่อคัดค้านการใช้มาตรการภาษีอย่างไม่เป็นธรรมของสหรัฐฯ
แถลงการณ์ระบุว่า ช่วงที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้อ้างเหตุผลสารพัดเพื่อเรียกเก็บภาษีกับประเทศคู่ค้าทุกราย รวมถึงจีน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศต่าง ๆ อย่างร้ายแรง ฝ่าฝืนกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก (WTO) ทำลายระบบการค้าพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎเกณฑ์ และบั่นทอนเสถียรภาพของระเบียบเศรษฐกิจโลก ทางรัฐบาลจีนขอประณามอย่างรุนแรงและคัดค้านอย่างเด็ดขาด
แถลงการณ์จุดยืนของรัฐบาลจีนระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ ละเมิดหลักการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและบรรทัดฐานตลาด ไม่เคารพผลลัพธ์ที่สมดุลจากการเจรจาการค้าแบบพหุภาคี และมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าสหรัฐฯ ได้รับประโยชน์มหาศาลจากการค้าระหว่างประเทศมายาวนาน การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันอย่างสุดโต่งเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนของการกระทำฝ่ายเดียว การกีดกันทางการค้า และการรังแกทางเศรษฐกิจ
แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า สหรัฐฯ กำลังใช้มาตรการภาษีเพื่อล้มล้างระเบียบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองเหนือผลประโยชน์ร่วมของโลก และยอมเสียสละผลประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อสนองวาระอำนาจนิยมของตน
"การกระทำเช่นนี้ย่อมเผชิญกับการคัดค้านอย่างกว้างขวางจากประชาคมนานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" แถลงการณ์ระบุ
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แถลงการณ์ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ควรเป็นไปในลักษณะที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยสหรัฐฯ ควรตอบสนองต่อความคาดหวังร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศและทั่วโลก เพื่อรักษาผลประโยชน์พื้นฐานของทั้งสองฝ่าย สหรัฐฯ ควรยุติการใช้ภาษีเป็นอาวุธกดดันการค้าและเศรษฐกิจจีน และหยุดทำลายสิทธิในการพัฒนาอันชอบธรรมของประชาชนจีน
ในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับสองของโลกและตลาดผู้บริโภคใหญ่อันดับสองของโลก จีนจะเปิดประตูสู่โลกภายนอกกว้างขึ้นไม่ว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดยจีนจะเดินหน้าขยายการเปิดกว้างเชิงระบบในด้านกฎระเบียบ ข้อบังคับ การบริหารจัดการ และมาตรฐานต่าง ๆ อย่างมั่นคง ดำเนินนโยบายเสรีการค้าและการลงทุนระดับสูง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจระดับแนวหน้าที่เน้นกลไกตลาด ยึดหลักกฎหมาย และมีความเป็นสากล เพื่อแบ่งปันโอกาสการพัฒนากับโลก และบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน
แถลงการณ์ระบุว่า "ประชาคมระหว่างประเทศมีความรับผิดชอบร่วมกัน ในการทำให้โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีความเปิดกว้าง ครอบคลุม เป็นประโยชน์ทั่วถึง และสมดุลมากขึ้น" โดยการพัฒนาเป็นสิทธิสากลของทุกประเทศ ไม่ใช่สิทธิพิเศษของเพียงไม่กี่ประเทศ กิจการระหว่างประเทศควรได้รับการหารือและจัดการร่วมกัน อนาคตและชะตากรรมของโลกควรอยู่ในมือของทุกชาติ
แถลงการณ์ย้ำว่าไม่มีผู้ชนะในสงครามการค้าหรือสงครามภาษี และการกีดกันทางการค้านำไปสู่ทางตัน ทุกประเทศควรยึดมั่นในหลักการแห่งการหารือกันอย่างกว้างขวาง การมีส่วนร่วม และผลประโยชน์ร่วมกัน ยึดมั่นในหลักพหุภาคีที่แท้จริง ร่วมมือกันต่อต้านลัทธิฝ่ายเดียวและการกีดกันทางการค้าในทุกรูปแบบ และรักษาระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง และระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นแกนหลัก
แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้น หลังกระทรวงการคลังของจีนประกาศเรียกเก็บภาษี 34% ต่อสินค้านำเข้าทั้งหมดที่มาจากสหรัฐ โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.
ทั้งนี้ จีนออกมาตรการดังกล่าวเพื่อตอบโต้ต่อการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ในอัตรา 34% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการเรียกเก็บภาษีที่สหรัฐบังคับใช้กับจีนอยู่แล้ว จะทำให้จีนต้องเผชิญกับอัตราภาษีรวมจากสหรัฐสูงถึง 54%