ราคาทองสปอตพุ่งขึ้นเหนือระดับ 3,050 ดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ในวันนี้ ส่วนราคาทองฟิวเจอร์พุ่งทะลุ 3,060 ดอลลาร์ โดยได้ปัจจัยหนุนจากคำสั่งซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลต่อนโยบายตั้งกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งความไม่สงบในตะวันออกกลาง
ณ เวลา 21.52 น.ตามเวลาไทย ราคาทองสปอตพุ่งขึ้น 40.83 ดอลลาร์ หรือ 1.35% สู่ระดับ 3,058.51 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ หลังจากทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 3,057.21 ดอลลาร์/ออนซ์เมื่อวันที่ 20 มี.ค.
ส่วนสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนเม.ย. พุ่งขึ้น 42.90 ดอลลาร์ หรือ 1.42% สู่ระดับ 3,065.40 ดอลลาร์/ออนซ์
ทั้งนี้ ราคาทองได้พุ่งขึ้นมากกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี 2568
นักลงทุนจับตามาตรการทางภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ
ปธน.ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารวานนี้เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตรา 25% โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เม.ย.
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์เตรียมเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariff) ในวันที่ 2 เม.ย. ซึ่งนายสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีดังกล่าวต่อกลุ่มประเทศ "Dirty 15" หรือ 15 ประเทศที่เกินดุลการค้าสูงสุดต่อสหรัฐ
แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ 15 ประเทศดังกล่าว แต่ข้อมูลจากสำนักงานสำมะโนประชากรของสหรัฐ (US Census Bureau) ระบุว่า 15 ประเทศที่เกินดุลการค้าสูงสุดต่อสหรัฐ (เรียงตามวงเงินเกินดุล) ได้แก่ จีน สหภาพยุโรป เม็กซิโก เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา อินเดีย ไทย สวิตเซอร์แลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และแอฟริกาใต้
ส่วนข้อมูลจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ระบุว่า ประเทศที่เกินดุลการค้าสูงสุดต่อสหรัฐ (เรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ) ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน สหภาพยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย ตุรกี สหราชอาณาจักร และเวียดนาม
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันศุกร์ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ
ทั้งนี้ ดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)