สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (3 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากราคาทองพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ จะเป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 44.50 ดอลลาร์ หรือ 1.40% ปิดที่ 3,121.70 ดอลลาร์/ออนซ์
นักวิเคราะห์ด้านโลหะจากบริษัท Zaner Metals กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวลงเนื่องจากแรงขายทำกำไร แต่คาดว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะถดถอยและเป็นปัจจัยฉุดตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักนั้น จะทำให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
นอกจากนี้ คาดว่าราคาทองคำจะได้ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะซื้อทองคำเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินทรัพย์ในระบบทุนสำรองที่นอกเหนือไปจากสกุลเงินดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
ปธน.ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล (Universal Tariff) เมื่อวันพุธ (2 เม.ย.) โดยภาษีศุลกากรตอบโต้จะแตกต่างกันไปเป็นรายประเทศ ขึ้นอยู่กับการตั้งกำแพงภาษีของประเทศนั้น ๆ ที่มีต่อสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เม.ย. ส่วนภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาลจะอยู่ที่ระดับ 10% เท่ากันทุกประเทศ และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เม.ย.
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมี.ค.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้นเพียง 139,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 151,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.1% ในเดือนมี.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันนี้เช่นกัน โดยพาวเวลจะกล่าวสุนทรพจน์ว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในการประชุมประจำปีของ Society for Advancing Business Editing and Writing (SABEW) ที่เมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย