กองทัพเมียนมาออกมายอมรับวันนี้ (2 เม.ย.) ว่าได้ยิงปืนเตือนขบวนรถของสภากาชาดจีนเมื่อคืนนี้ ขณะพยายามนำส่งความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ยังคุกรุ่น
พล.ต.ซอ มิน ตุน โฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา ชี้แจงว่า ขบวนรถดังกล่าว ซึ่งมีรถยนต์ของคนในพื้นที่ร่วมอยู่ด้วย ไม่ได้แจ้งให้ทางการทราบล่วงหน้าว่าจะเดินทางเข้าพื้นที่ขัดแย้ง และไม่ยอมหยุดรถเมื่อถูกเรียกตรวจ กองกำลังความมั่นคงจึงจำเป็นต้องยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อเป็นการเตือน
ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่าทีมงานและสิ่งของบรรเทาทุกข์ทั้งหมดปลอดภัยดี พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมียนมารับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ และเปิดทางให้การลำเลียงความช่วยเหลือเป็นไปอย่างสะดวก
"เส้นทางขนส่งความช่วยเหลือต้องเปิดโล่งและไม่มีอุปสรรค" โฆษกจีนกล่าว
เหตุยิงเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่หลายองค์กรกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28 มี.ค.) โดยสื่อทางการเมียนมารายงานยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 2,886 ราย และบาดเจ็บอีก 4,639 ราย
การส่งความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งจากสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นหลังเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2564 โดยเฉพาะสะกาย ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยหนักและส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร การเข้าถึงพื้นที่จึงเป็นเรื่องซับซ้อน ทั้งจากข้อจำกัดที่รัฐบาลทหารวางไว้ การสู้รบที่ดำเนินอยู่ และการที่กองทัพตัดสัญญาณการสื่อสาร
องค์กรอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป (ICG) ชี้ว่า พื้นที่เหล่านี้จัดเป็นพื้นที่ที่ท้าทายที่สุดสำหรับหน่วยงานบรรเทาทุกข์ในการเข้าถึง ขณะที่บรีโอนี เลา จากฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า ไม่อาจไว้วางใจให้รัฐบาลทหารจัดการกับภัยพิบัติครั้งใหญ่นี้ได้ พร้อมกับเรียกร้องให้นานาชาติกดดันให้เมียนมาเปิดทางเข้าถึงผู้รอดชีวิตอย่างเต็มที่และรวดเร็ว โดยส่งความช่วยเหลือผ่านองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่เผยว่าจะส่งมอบความช่วยเหลือผ่านพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงการรับรองความชอบธรรมของรัฐบาลทหารเมียนมา
ทั้งนี้ สหประชาชาติ (UN) ประเมินว่ามีประชากรกว่า 28 ล้านคนอาศัยอยู่ใน 6 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และ UN ได้อนุมัติงบช่วยเหลือฉุกเฉิน 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจัดหาอาหาร ที่พัก น้ำดื่ม และสุขอนามัย แต่การทำงานยังคงติดขัดปัญหาการเข้าถึงพื้นที่และการสื่อสารที่ถูกจำกัด