องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) รายงานเมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกลับมาแล้วอย่างเป็นทางการและมีแนวโน้มจะทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้วในปีนี้ ตั้งแต่ไซโคลนเขตร้อนที่จะพัดเข้าหมู่เกาะแปซิฟิก ไปจนถึงฝนตกหนักในอเมริกาใต้ ตลอดจนภัยแล้งในออสเตรเลียและบางพื้นที่ในเอเชีย
รายงานของ NOAA ระบุว่า หลังจากที่โลกเผชิญภาวะลานีญามา 3 ปี ซึ่งมักทำให้อุณหภูมิโลกเย็นลงเล็กน้อย ตอนนี้เอลนีโญจะเข้ามาแทนที่แล้ว ซึ่งทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เอลนีโญเกิดจากน่านน้ำที่อุ่นผิดปกติในแปซิฟิกตะวันออกใกล้ชายฝั่งอเมริกาใต้ และมักจะตามมาด้วยการชะลอตัวหรือการผกผันของอุณหภูมิแถบลมค้า (trade wind) ที่พัดมาจากทางตะวันออก
"ในเดือนพ.ค. ภาวะเอลนีโญอ่อน ๆ เริ่มปรากฏขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิก" NOAA ระบุ
ภาวะเอลนีโญนี้อาจส่งผลให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่ภัยแล้งไปจนถึงไซโคลน
ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงอาจกระทบต่อการผลิตน้ำตาลในอินเดียและไทย และอาจกระทบต่อการเก็บเกี่ยวอ้อยในบราซิล นอกจากนี้ การปลูกกาแฟในเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่อันดับสองของโลก อาจได้รับความเสี่ยงจากเอลนีโญด้วย
เทรดเดอร์น้ำตาลสหรัฐรายหนึ่งกล่าวว่า "ข่าวนี้อาจทำให้ผู้ซื้อที่รอราคาปรับตัวลงเกิดความวิตกอย่างยิ่ง"
เอลนีโญอาจทำให้ผลผลิตพืชฤดูหนาวในออสเตรเลียลดลง 34% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันปาล์มและข้าวในอินโดนีเซีย, มาเลเซีย ตลอดจนประเทศไทยด้วย