สรุปภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไตรมาสที่ 1/2555 (มกราคม — มีนาคม) พ.ศ. 2555(อุตสาหกรรมอาหาร)

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday May 24, 2012 15:54 —สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ปัญหาอุทกภัยในปลายปีที่ผ่านมา ยังส่งผลต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี โดยสรุปภาพรวมด้านการผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาลทราย) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2555มีปริมาณการผลิตลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 4.69 และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ระดับราคาสินค้าอาหารโดยรวม ได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบนำเข้าจากตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่ค่าเงินบาทได้ปรับตัวอ่อนลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออก แต่จากสถานการณ์หนี้สาธารณะของหลายประเทศในสหภาพยุโรปเริ่มส่งผลต่อเนื่องต่อไปยังภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากทั้งวิกฤตการณ์สึนามิ และปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยที่ส่งผลต่อห่วงโซ่การผลิตในหลายอุตสาหกรรม ทำให้ภาคการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการส่งออกขยายตัวได้ไม่มากนัก

การผลิต

ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2555 ภาวะการผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร เพิ่มขึ้นร้อยละ75.66 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการผลิตในกลุ่มสำคัญ เช่น สินค้าธัญพืชและแป้ง และน้ำตาลปรับตัวเพิ่มขึ้น (ตารางที่ 1) เป็นผลจากปริมาณวัตถุดิบ เช่น อ้อย และมันสำปะหลัง เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน พบว่าการผลิตของอุตสาหกรรมอาหารลดลงร้อยละ 7.98 เป็นผลจากการชะลอตัวลงของคำสั่งซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง ประกอบกับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมอาหารต้องหยุดการผลิต และเริ่มกลับมาผลิตได้ในช่วงปลายไตรมาสนี้

ภาวะการผลิตในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำคัญ สรุปได้ดังนี้

กลุ่มแปรรูปธัญพืชและแป้ง ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.28 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นช่วงที่ปริมาณวัตถุดิบออกตามฤดูกาล แต่ลดลงร้อยละ 6.72เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการเกิดโรคระบาดในมันสำปะหลัง และอุทกภัย ทำให้ปริมาณผลผลิตในปีก่อนลดลง

กลุ่มแปรรูปประมง ปริมาณการผลิตลดลงร้อยละ 10.92 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 7.51 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากวัตถุดิบได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในแหล่งเพาะเลี้ยง ทำให้ปริมาณออกสู่ตลาดลดลง ประกอบกับโรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งเกิดอัคคีภัย และวัตถุดิบนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น

กลุ่มแปรรูปปศุสัตว์ ปริมาณการผลิตลดลงร้อยละ 13.03 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 4.31 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นตามราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก

กลุ่มแปรรูปผักผลไม้ ปริมาณการผลิตลดลงจากไตรมาสก่อน ร้อยละ 21.32และร้อยละ 19.02 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสต็อกสินค้ายังทรงตัวในระดับสูง เป็นผลสืบเนื่องจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศผู้นำเข้า ได้แก่ กลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลง

กลุ่มแปรรูปเพื่อใช้บริโภคในประเทศ ได้แก่ น้ำมันพืช ลดลงจากไตรมาสก่อนร้อยละ 19.35 เนื่องจากวัตถุดิบออกสู่ตลาดลดลง และราคาวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.97 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากเกิดวิกฤตวัตถุดิบปาล์มน้ำมันขาดแคลนเมื่อปีก่อน สำ หรับผลิตภัณฑ์นมลดลงร้อยละ 1.17 และ 23.46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากโรงงานผลิตนมพร้อมดื่มต้องหยุดการผลิตจากสถานการณ์อุทกภัย และยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ ในส่วนของอาหารสัตว์ มีการผลิตลดลงร้อยละ 1.46 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.20 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการผลิตเพื่อรองรับการเลี้ยงไก่ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับเกิดโรคระบาดในสุกรเมื่อปีก่อน

การตลาดและการจำหน่าย

การจำหน่ายในประเทศ

ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2555 ปริมาณการจำหน่ายสินค้าอาหารภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.66 จากไตรมาสก่อน แต่ปรับลดลงร้อยละ 4.54 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ตารางที่ 2) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากระดับราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อระดับราคาสินค้าหลายรายการได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยลง และส่งผลให้ภาพรวมการจำหน่ายในประเทศของอุตสาหกรรมอาหารในไตรมาสที่ 1 ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าน้ำมันพืช ปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม ในขณะที่การจำหน่ายน้ำตาลทรายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นหลังจากเข้าสู่ฤดูหีบอ้อย ทำให้ปริมาณการจำหน่ายน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 67.38 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 11.07 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

การค้าระหว่างประเทศ

การส่งออก

ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2555 การส่งออกอุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่ารวม212,188.26 ล้านบาท โดยขยายตัวร้อยละ 5.75 จากไตรมาสก่อน เป็นผลจากระดับราคาสินค้าในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นตามระดับราคาน้ำมัน และมูลค่าการส่งออกมีการขยายตัวในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะปศุสัตว์ น้ำตาล และประมง แม้ว่าค่าเงินบาทได้ปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แต่หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ตารางที่ 3) มูลค่าการส่งออกปรับชะลอตัวลงร้อยละ 1.62 จากปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในสหภาพยุโรปที่เริ่มขยายตัวไปยังตลาดอื่นๆ

สำหรับการส่งออกในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญ มีดังนี้

กลุ่มประมง มีมูลค่าการส่งออก 56,020.06 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ1.51 จากไตรมาสก่อน โดยเป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และหากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน การส่งออกลดลงร้อยละ 7.18 ซึ่งหากพิจารณาการส่งออกสินค้าสำคัญในกลุ่ม คือ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ปริมาณและมูลค่าส่งออกในไตรมาส 1 ลดลงจากปีก่อนเนื่องจากสหภาพยุโรปชะลอการนำเข้ากุ้ง จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่วนสินค้าทูน่ากระป๋องการส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามระดับราคาที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผักผลไม้ มีมูลค่าการส่งออก 21,293.99 ล้านบาท ลดลงร้อยละ12.76 จากไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.59 เป็นผลจากการที่ประเทศคู่แข่ง ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ประสบภัยธรรมชาติทำให้ปริมาณการผลิตและการส่งออกลดลง สำหรับสินค้าสำคัญในกลุ่ม ได้แก่ สับปะรดกระป๋อง ส่งออกลดลงร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ส่งผลให้คำสั่งซื้อลดลงตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว อย่างไรก็ดีการส่งออกในรูปผลไม้แช่เย็นแช่แข็งสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นในหลายสินค้า เช่น เงาะ ทุเรียน และลำไย

กลุ่มผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ มีมูลค่าการส่งออก 19,060.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ1.51 จากไตรมาสก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มูลค่าการส่งออกลดลงร้อยละ7.18 จากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อจากสหภาพยุโรป

กลุ่มผลิตภัณฑ์จากข้าว แป้ง และธัญพืช มีมูลค่าการส่งออก 62,119.95ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.26 จากไตรมาสก่อน เป็นผลจากความต้องการผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลง ส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในตลาดโลกลดลง และหากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน พบว่า การส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ปรับตัวลดลงร้อยละ 24.18 โดยเป็นการส่งออกสินค้าข้าวลดลงกว่าร้อยละ 30 เนื่องจากผลผลิตในตลาดโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น และประเทศผู้ส่งออกข้าวแข่งขันกันลดราคา

กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย มีมูลค่าการส่งออก 37,610.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 132.53 จากไตรมาสก่อน เป็นผลจากปัจจัยด้านราคาที่ทรงตัวในระดับสูง จากการที่ประเทศผู้ผลิตอย่างอินเดีย ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและส่งออกลดลงและมีผลต่อสต็อกน้ำตาลในตลาดโลกลดลง และหากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนพบว่า มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.65

กลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 16,083.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ2.38 จากไตรมาสก่อน แต่หากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.17โดยเป็นผลจากการส่งออกเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าประเภทสิ่งปรุงรสอาหาร หมากฝรั่งและขนมที่ไม่มีโกโก้ผสม และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์

การนำเข้า

การนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารของไทย ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2555 มีมูลค่ารวม89,972.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.25 จากไตรมาสก่อน (ตารางที่ 4) โดยเป็นการนำเข้าปลาทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และหากเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนพบว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าอาหารโดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 22.61 จากการนำเข้าปลาทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็ง กากพืชน้ำมัน รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น ตามราคาโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีก่อน

นโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2555 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหาร โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ในลักษณะการรับจำนำผลผลิต เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นและระดับราคาลดลง รวมทั้งช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาด้านปัจจัยการผลิต ได้แก่

1. คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 อนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ในการประชุมครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2555 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ประธานกรรมการกลั่นกรองฯคณะที่ 4 เสนอ โดยสรุป คือ ให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำมาช่วยเหลือชาวไร่อ้อยในฤดูการผลิตปี 2554/2555 ในอัตราตันอ้อยละ 154 บาท และเห็นชอบให้คงการปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศอีกกิโลกรัมละ 5 บาท โดยให้นำเงินจากส่วนที่ปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายเป็นรายได้ของกองทุนฯ สำหรับนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเพิ่มค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อย และให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการเตรียมการสำหรับฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 โดยทบทวนสูตรการคิดต้นทุนการผลิตและการกำหนดราคาอ้อยให้สะท้อนความเป็นจริง เพื่อบรรเทาปัญหาการเรียกร้องของชาวไร่อ้อยและเพื่อมิให้กองทุนฯมีภาระหนี้สินมากจนเกินควรและทบทวนการปรับระบบการกำหนดราคาอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบและให้เร่งรัดผลการศึกษาโครงสร้างราคาอ้อยและน้ำตาลเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อนำมาประกอบการพิจารณากำหนดโครงสร้างราคาอ้อยและน้ำตาลให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน

2. คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเกษตร (สินค้าหอมหัวใหญ่ เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง) ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2554 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยเป็นการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับเมล็ดและหัวพันธุ์และกำหนดปริมาณโควตานำเข้า รวมทั้งอัตราภาษีนำเข้าระหว่างปี 2555-2557 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ จากเดิมที่กำหนดการเปิดตลาดนำเข้าเป็นปีต่อปี

สรุปและแนวโน้ม

สรุป

ภาวะอุตสาหกรรมอาหารโดยรวมในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2555 อยู่ในช่วงชะลอตัวจากไตรมาสที่ 4 และไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณคำสั่งซื้อที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับระดับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดหลักของสินค้าอาหารของไทย ยังคงนโยบายค่าเงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่าลง โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้สต็อกสินค้าในตลาดโลกที่สำคัญ คือ น้ำตาลทราย แม้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่จากการที่ประเทศอินเดีย ยังส่งออกน้ำตาลได้ลดลง ส่งผลต่อระดับราคาน้ำตาลที่ยังทรงตัวในระดับสูง ในส่วนสินค้ากลุ่มปศุสัตว์โดยเฉพาะไก่แปรรูป ปริมาณความต้องการจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ยังเพิ่มขึ้นจากสภาพปัญหาความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภคจากการปนเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีในอาหารที่เกิดจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด ประกอบกับข่าวการพิจารณายกเลิกการห้ามนำเข้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจากกรณีไข้หวัดนกของสหภาพยุโรป ส่งผลต่อการส่งออกไก่ของไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีสินค้าที่ปริมาณการผลิตปรับตัวลดลง คือ กลุ่มพืชน้ำมัน และมันสำปะหลัง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตลดลง ส่งผลโดยตรงกับระดับราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดโลก

แนวโน้ม

สำหรับแนวโน้มการผลิตและการส่งออกอุตสาหกรรมอาหาร ในไตรมาสที่ 2 ของปี2555 คาดว่า ทิศทางการผลิต และการส่งออกจะปรับตัวลดลงตามฤดูกาล จากการลดลงของวัตถุดิบในพื้นที่เพาะปลูกประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งอุทกภัยในภาคใต้และภัยแล้งในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีผลกระทบต่อสินค้าประมง สับปะรด มันสำปะหลัง และผักต่างๆรวมทั้งค่าเงินบาทที่เริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แม้ว่าระดับราคาสินค้าอาหารในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้น แต่จากปัจจัยลบ เช่น ภัยธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ รวมถึงการเคลื่อนไหวของระดับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ภาวะเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้าที่ชะลอตัว จากวิกฤตหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรป และการขาดแคลนวัตถุดิบในห่วงโซ่การผลิตของประเทศญี่ปุ่นรวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการทำฉลากระบุร่องรอยคาร์บอนที่จำหน่ายในสหภาพยุโรป จะทำให้การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารในภาพรวมชะลอตัวลงได้

--สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร--


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ