กรุงเทพฯ--10 มิ.ย.--มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลงานวิจัยเรื่อง "การวิเคราะห์ผลกระทบของการปรับราคาขายปลีก LPG ต่อระบบเศรษฐกิจด้วยแบบจำลอง CGE” ซึ่งงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายในการปรับราคาขายปลีก LPG ภาคครัวเรือน และภาคขนส่ง ให้เป็น 24.83 บาท/กก. โดยใช้แบบจำลอง Computable general equilibrium (CGE model) หรือแบบจำลองคำนวณดุลยภาพทุกส่วน ในส่วนแรกจะเป็นการวิเคราะห์ว่าหลังจากที่มีการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 จนถึงปัจจุบันซึ่งทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นจาก 18.13 บาท/กก. เป็น 22.63 บาท/กก. นั้นจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในปี 2557 อย่างไรบ้าง สำหรับในส่วนที่ 2 จะเป็นการวิเคราะห์ว่าหลังจากนี้หากมีการปรับราคาขายปลีก LPG ในภาคครัวเรือนและภาคขนส่งเป็น 24.83 บาท/กก. เศรษฐกิจในปี 2558 จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องอย่างไรบ้าง
ในส่วนแรกผลของการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขึ้นจาก 18.13 บาท/กก. เป็น 22.63 บาท/กก. ต่อเศรษฐกิจปี 2557 สรุปได้ดังนี้ GDP ณ ราคาคงที่ จะลดลง 0.03% จากแนวโน้มเดิม (เช่น ถ้าคาดว่า เศรษฐกิจปี 2557 จะโต 3.00% ด้วยผลของการปรับราคาก๊าซหุงต้ม เศรษฐกิจปี 2557 จะโต 2.97%) ขณะที่GDP ที่เป็นตัวเงิน เพิ่มขึ้น 0.04% (หรือเพิ่มขึ้น 4,760 ล้านบาท) ดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.09% การบริโภคครัวเรือน ณ ราคาคงที่ ลดลง 0.13% การบริโภคครัวเรือนที่เป็นตัวเงินลดลง 0.04% (หรือลดลง 2,593 ล้านบาท) อรรถประโยชน์หรือความพอใจครัวเรือนลดลง 0.39% ชั่วโมงการจ้างงานลดลง 0.05% ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของครัวเรือนลดลง 18.45% ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของภาคบริการลดลง 22.03% การนำเข้า LPG ลดลง 5.92% (อัตราการนำเข้า LPG มีแนวโน้มจะลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี) การใช้ไฟฟ้าของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 3.04% และการใช้ถ่านและฟืนของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1.90%
สาขาเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย 5 อันดับแรก ได้แก่ ฟืนและถ่าน ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากป่า และโรงแยกก๊าซและโรงกลั่นน้ำมัน
ขณะที่สาขาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบทางลบจากนโยบายมากที่สุด ได้แก่ ค้าปลีก (โดยเฉพาะค้าปลีกก๊าซหุงต้ม) และภาคบริการ (โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร)
ผลของการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขึ้นจาก 18.13 บาท/กก. เป็น 22.63 บาท/กก. ต่อเศรษฐกิจปี 2557
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ %การเปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มเดิม
GDPณ ราคาคงที่(Real GDP) -0.03
GDPที่เป็นตัวเงิน(Nominal GDP) +0.04
ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) +0.09
การบริโภคครัวเรือนณ ราคาคงที่ -0.13
การบริโภคครัวเรือนที่เป็นตัวเงิน -0.04
อรรถประโยชน์ครัวเรือน(Utility) -0.39
ชั่วโมงการจ้างงานเฉลี่ย -0.05
ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของครัวเรือน -18.45
ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของภาคบริการ -22.03
การนำเข้าLPG -5.92
การใช้ไฟฟ้าของภาครัวเรือน +3.04%
การใช้ถ่านและฟืนของครัวเรือน +1.90
สาขาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากสุดต่อผลตอบแทนจากการลงทุนจากแนวโน้มเดิม ในปี 2557 จากการปรับราคาก๊าซหุงต้ม
อุตสาหกรรมที่ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมที่ได้ผลตอบแทนลดลง
ฟืนและถ่าน ค้าปลีก(โดยเฉพาะค้าปลีกก๊าซหุงต้ม)
ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ภาคบริการ(โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร)
ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
ป่าไม้และผลิตภัณฑ์จากป่า
โรงแยกก๊าซและโรงกลั่นน้ำมัน
ผลของการปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขึ้นจาก 22.63 บาท/กก. เป็น 28.43 บาท/กก. และ ราคาขายปลีก LPG ภาคขนส่ง ขึ้นจาก 21.38 บาท/กก. เป็น 28.43 บาท/กก. ต่อเศรษฐกิจปี 2558
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจ %การเปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มเดิม
GDPณ ราคาคงที่(Real GDP) -0.009
GDPที่เป็นตัวเงิน(Nominal GDP) +0.007
ดัชนีราคาผู้บริโภค(CPI) +0.03
การบริโภคครัวเรือนณ ราคาคงที่ -0.08
การบริโภคครัวเรือนที่เป็นตัวเงิน -0.05
อรรถประโยชน์ครัวเรือน(Utility) -0.24
ชั่วโมงการจ้างงานเฉลี่ย -0.01
ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของครัวเรือน -8.65
ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของภาคบริการ -10.40
ปริมาณการใช้LPGของภาคขนส่งทางถนน -16.98
ปริมาณการใช้LPGของรถยนต์ส่วนตัว -18.71
การนำเข้าLPG -5.84
การใช้ไฟฟ้าของครัวเรือน +1.31
การใช้ถ่านและฟืนของครัวเรือน +0.87
การใช้เชื้อเพลิงของภาคขนส่งทางถนน -0.48
การใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์ส่วนตัว -0.13
สาขาเศรษฐกิจที่จะได้รับผลกระทบมากสุดต่อผลตอบแทนจากการลงทุนจากแนวโน้มเดิม ในปี 2558 หากปรับราคา LPG ตามเป้าที่ 28.43 บาท/กก.
อุตสาหกรรมที่ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมที่ได้ผลตอบแทนลดลง
ฟืนและถ่าน ค้าปลีก(โดยเฉพาะค้าปลีกLPG)
ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ขนส่งทางถนน
ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ภาคบริการ(โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร)
โรงแยกก๊าซและโรงกลั่นน้ำมัน
ไบโอดีเซลและเอทานอล
ในส่วนที่ 2 คาดการณ์ผลของนโยบายปรับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มขึ้นจาก 22.63 บาท/กก. เป็น 28.43 บาท/กก. และ ราคาขายปลีก LPG ภาคขนส่ง ขึ้นจาก 21.38 บาท/กก. เป็น 28.43 บาท/กก. ต่อเศรษฐกิจปี 2558 สรุปได้ดังนี้ GDP ณ ราคาคงที่ จะลดลงเพียง 0.009% จากแนวโน้มเดิม GDP ที่เป็นตัวเงิน เพิ่มขึ้น 0.007% (หรือ 833 ล้านบาท) ดัชนีราคาผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.03% การบริโภคครัวเรือน ณ ราคาคงที่ ลดลง 0.08% การบริโภคครัวเรือนที่เป็นตัวเงินลดลง 0.05% % (หรือ 3,238 ล้านบาท) อรรถประโยชน์หรือความพอใจครัวเรือนลดลง 0.24% ชั่วโมงการจ้างงานลดลง 0.01% ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของครัวเรือนลดลง 8.65% ปริมาณการใช้ก๊าซหุงต้มของภาคบริการลดลง 10.40% การนำเข้า LPG ลดลง 5.84% การใช้ไฟฟ้าของภาครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1.31% การใช้ถ่านและฟืนของครัวเรือนเพิ่มขึ้น 0.87% การใช้เชื้อเพลิงของภาคขนส่งทางถนนลดลง 0.48% และการใช้เชื้อเพลิงของรถยนต์ส่วนตัวลดลง 0.13%
สาขาเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย 5 อันดับแรก ได้แก่ ฟืนและถ่าน ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โรงแยกก๊าซและโรงกลั่นน้ำมัน และไบโอดีเซลและเอทานอล
ขณะที่สาขาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบทางลบจากนโยบาย 3 อันดับแรก ได้แก่ ค้าปลีก (โดยเฉพาะค้าปลีก LPG) ขนส่งทางบก และภาคบริการ (โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร)
สรุป: การปรับราคาขายปลีก LPG จะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคเพียงเล็กน้อย โดยการเติบโตของเศรษฐกิจที่แท้จริงและการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนลดลง รวมถึงชั่วโมงการจ้างงานโดยเฉลี่ยลดลง เนื่องจากเงินเฟ้อปรับสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้อรรถประโยชน์หรือความสุขของครัวเรือนลดลง ดังนั้นการที่รัฐมีมาตรการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยและกลุ่มร้านค้า หาบเร่ แผงลอยในการใช้ก๊าซหุงต้มราคาถูกจึงเป็นมาตรการที่บรรเทาผลกระทบที่ตรงจุดเนื่องจากเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ในส่วนของระดับจุลภาคพบว่า ปริมาณการใช้ LPG ของครัวเรือน ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจขนส่งทางถนน ลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้การใช้พลังงานในภาคขนส่งลดลง การนำเข้า LPG มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ขณะเดียวกันก็มีการหันไปใช้พลังงานอื่นๆ เช่น ถ่านและฟืน ไฟฟ้า น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ
ข้อเสนอแนะ: กองทุนน้ำมันมีประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงานในประเทศไม่ให้ผันผวนสูง แต่ไม่ควรใช้เพื่อการบิดเบือนกลไกราคาพลังงานมากเกินไปซึ่งในท้ายที่สุดจะเกิดปัญหาสะสมตามมาและแก้ไขได้ยากในภายหลัง ดังนั้นรัฐบาลควรมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สอดคล้องกับราคาตลาดโลกและโครงสร้างภาษีเชื้อเพลิงที่เหมาะสม รวมถึงสอดคล้องกับการส่งเสริมพลังงานทดแทนต่างๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพ