PSP ปี 2567 รายได้รวม 13,350.6 ลบ. กำไรสุทธินิวไฮ 671.7 ลบ. โต 57% เคาะจ่ายปันผล 0.15 บาท/หุ้น จ่อ XD วันที่ 13 มี.ค.นี้

ข่าวเศรษฐกิจ Friday February 28, 2025 13:41 —ThaiPR.net

PSP ปี 2567 รายได้รวม 13,350.6 ลบ. กำไรสุทธินิวไฮ 671.7 ลบ. โต 57% เคาะจ่ายปันผล 0.15 บาท/หุ้น จ่อ XD วันที่ 13 มี.ค.นี้

บมจ.พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ (PSP) ปิดปี 2567 ด้วยยอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 13,350.6 ล้านบาท เติบโต 9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากปริมาณการขายของลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น ขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ ลงทุนในธุรกิจมาร์จิ้นสูง และขยายธุรกิจสู่ตลาด B2C พร้อมลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในทุกกระบวนการ ส่งผลกำไรสุทธิปี 2567 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 671.7 ล้านบาท หรือเติบโต 57% จากปี 2566 บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น รวม 210 ล้านบาท ข้อมูลจาก Kline ASEAN Market Research คาดตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีขนาดมากกว่า 3,300 ล้านลิตร จะเติบโตเฉลี่ย 2.8% ต่อปี ทั้งนี้ PSP ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ในปี 2568 เล็งเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศแตะ 30% ภายใน 3 ปีจากนี้

นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานปี 2567 กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งภาพรวมผลประกอบการปี 2567 ที่ผ่านมาก PSP มียอดขายทั้งปีรวม 13,350.6 ล้านบาท นับเป็นยอดขายรวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ดำเนินกิจการมากว่า 35 ปี หรือเติบโต 9% จากยอดขาย 12,257.2 ล้านบาท ในปี 2566 นอกจากนี้ ผลกำไรสุทธิปี 2567 เติบโตถึง 57% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หรือ 671.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

"ยอดขายรวมในปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นเป็นนิวไฮ มาจากปริมาณการขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า น้ำมันผสมยาง ฯลฯ ที่เพิ่มมากขึ้นจากทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ารายใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ PSP ยังได้ขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดใหม่ ๆ อาทิ ศรีลังกา โอมาน ปานามา เมียนมาร์ ที่สำคัญคือบริษัทฯ ได้เดินตามแผนกลยุทธ์ในการมองหาโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา PSP ได้ลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง อาทิ บริษัท จีเนียส เจเนติกส์ จำกัด หรือ Geneus DNA ผู้นำด้านการตรวจวิเคราะห์ DNA รายแรกในประเทศไทย และลงทุนใน บริษัท รีไซเคิลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้นำด้านการรีไซเคิลสารเคมีและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในปีที่ผ่านมา" นายเสกสรร กล่าว

นอกจากกลยุทธ์การเพิ่มรายได้แล้ว PSP ยังเน้นการดำเนินงานที่ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในปี 2567 PSP ได้ลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในทุกกระบวนการของการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีในการจัดเก็บ จัดการ และนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ รวมไปถึงช่วยเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และพัฒนาบริการลูกค้าให้ได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ PSP อีกด้วย ส่งผลกำไรปี 2567 เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยคณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายปันผลเงินสดงวดปี 2567 ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 13 มีนาคม 2568 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อจ่ายปันผลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2568

นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่น โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของ Kline ASEAN Market Research ที่คาดการณ์ตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีขนาดมากกว่า 3,300 ล้านลิตร จะเติบโตเฉลี่ย 2.8% ต่อปี อย่างไรก็ตาม PSP มองเห็นว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ ประกอบกับเห็นช่องว่างในตลาดที่จะสามารถสร้างการเติบโตให้กับ PSP ได้อีก ในปี 2568 นี้ จึงตั้งเป้าหมายรายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งเติบโตกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ด้วย 3 กลยุทธ์ทางธุรกิจ คือ การเป็นผู้นำที่ยั่งยืน เน้นการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขยายฐานลูกค้าตลาดใหม่ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ การสร้างการเติบโตใหม่จากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ต่อยอดความเชี่ยวชาญของ PSP รวมถึงเป็นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน และการพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านการผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขันและขยายฐานธุรกิจในทุก ๆ ด้านให้ PSP เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเร่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเป็น 30% ภายใน 3 ปีจากนี้

นอกจากเป้าหมายด้านรายได้แล้ว PSP ยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในกรอบของความยั่งยืนหรือ ESG ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งได้กำหนดเป้าหมายการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 ด้วยการรีไซเคิล การใช้พลังงานสะอาด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์หล่อลื่นที่มาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ เพื่อให้ PSP เป็นผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร ที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ครองตลาดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นายเสกสรร กล่าวทิ้งท้าย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ