ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ใหม่ “บ. เอ็ม บี เค” ที่ระดับ “A-” พร้อมแนวโน้ม “Stable”

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday July 14, 2010 10:53 —ThaiPR.net

กรุงเทพฯ--14 ก.ค.--ทริสเรทติ้ง บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาทของ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” พร้อมทั้งประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและตราสารหนี้ชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A-” เช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง “Stable” หรือ “คงที่” อันดับเครดิตสะท้อนถึงการมีกระแสเงินสดที่แน่นอนจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ค้าปลีกในศูนย์การค้าใจกลางเมืองที่มีชื่อเสียง ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ความยืดหยุ่นด้านการเงินที่ดีจากเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย และความสามารถในการระดมเงินทุนโดยการให้เช่าพื้นที่หรือเซ้งศูนย์การค้าระยะยาว อย่างไรก็ตาม จุดเด่นดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากต้นทุนการดำเนินงานที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากสัญญาเช่าที่ดินและทรัพย์สินของศูนย์การค้าฉบับใหม่ที่จะเริ่มในปี 2556 รวมถึงนโยบายการลงทุนและแผนการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดดของบริษัท แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังคงได้รับกระแสเงินสดที่แน่นอนจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ค้าปลีกในศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยชดเชยผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของธุรกิจโรงแรมได้ และแม้ว่าบริษัทจะมีรายจ่ายฝ่ายทุนในระดับสูงตามแผนการขยายกิจการในระหว่างปี 2553-2554 แต่ก็คาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาระดับเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับปัจจุบันเอาไว้ได้ในระยะปานกลาง ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทเอ็ม บี เค ก่อตั้งในปี 2517 โดย ณ เดือนพฤษภาคม 2553 มี บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือเป็นผู้ถือหุ้นหลักในสัดส่วนรวม 20% บริษัทเป็นเจ้าของและบริหารจัดการศูนย์การค้า “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์” ซึ่งเป็นศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียงตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย และโรงสีข้าวด้วย ผลประกอบการของบริษัทขึ้นอยู่กับศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เป็นอย่างมากแม้จะมีธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซสถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญของบริษัทซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินเช่าติดกับย่านสยามสแควร์ในกรุงเทพฯ โดยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ประมาณ 40% และกระแสเงินสดประมาณ 75% ให้แก่บริษัท เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของรายได้ บริษัทได้ขยายการลงทุนในธุรกิจให้เช่าพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มขึ้นโดยร่วมลงทุนกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ในบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 50% บริษัทร่วมทุนดังกล่าวได้ปรับปรุงตกแต่งพื้นที่ให้เช่าของ “ศูนย์การค้าพาราไดซ์พาร์ค” (เปลี่ยนชื่อจาก “ศูนย์การค้าเสรีเซ็นเตอร์”) และเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนกรกฎาคม 2553 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) ของบริษัทเองเป็นแห่งแรกที่ถนนพระราม 9 โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดดำเนินการในช่วงกลางปี 2554 อีกทั้งยังได้ซื้ออาคารสำนักงานขนาด 8,200 ตารางเมตรและที่ดินเปล่าในบริเวณใกล้เคียงอีก 7 ไร่ มูลค่ารวม 639 ล้านบาทเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 ด้วย ทริสเรทติ้งกล่าวว่า แม้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยจะได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเหตุการณ์ความไม่สงบของการเมืองภายในประเทศ แต่บริษัทเอ็ม บี เคก็ยังมีผลประกอบการในระดับที่ยอมรับได้ โดยมีรายได้อยู่ที่ 5,800 ล้านบาทในช่วง 2 ปีบัญชีล่าสุด และมีเพิ่มขึ้น2% เป็น 4,481 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2552/2553 อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นของธุรกิจโรงสีข้าวและการชะลอตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทลดลงจาก 36% ในปีบัญชี 2551/2552 เป็น 32% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2552/2553 เงินทุนจากการดำเนินงานคงอยู่ที่ระดับ 1,700-1,800 ล้านบาทในช่วง 3 ปีบัญชีที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 3,290 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2552/2553 ซึ่งเป็นผลมาจากการให้เช่าพื้นที่ระยะยาวในศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ในช่วงปลายปี 2552 ซึ่งทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามา 3,000 ล้านบาท และในไตรมาสที่ 3 ของปีบัญชี 2552/2553 บริษัทยังมีกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายอีกจำนวน 996 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมปรับตัวดีขึ้นจาก 22.5% ในรอบปีบัญชี 2551/2552 เป็น 42.6% (ยังไม่ได้ปรับให้เป็นตัวเลขเต็มปี) ในช่วง 9 เดือนแรกของปีบัญชี 2552/2553 เงินกู้รวมของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 7,800 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2552 และมีนาคม 2553 แต่อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนลดลงจาก 39.2% ในเดือนมิถุนายน 2552 เป็น 34.6% ในเดือนมีนาคม 2553 ส่วนเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่นั้น บริษัทจะนำไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้เดิมที่จะครบกำหนดในเดือนสิงหาคม 2553 การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อและรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 มีผลทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลีกเลี่ยงการเดินทางมาประเทศไทยตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2553 โดยบริษัทได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่บ้างเนื่องจากสินทรัพย์ที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัท คือ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ และโรงแรมปทุมวันปริ๊นเซสตั้งอยู่ใกล้ย่านสยามสแควร์ซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ราชประสงค์อันเป็นศูนย์กลางของการชุมนุม ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553ลดลงประมาณ 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราการเข้าพักโรงแรมก็ลดลงอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมจะฟื้นตัวกลับมาได้ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2553 ในขณะที่จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2553 เป็นต้นมา บริษัทยังได้จำหน่ายเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายเพิ่มเติมมูลค่า 3,400 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน 2553 และมีกำไรประมาณ 1,000 ล้านบาทซึ่งช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่บริษัท และบริษัทมีแผนจะเก็บเงินที่ได้รับดังกล่าวไว้เป็นเงินทุนสำรองสำหรับการขยายงานในอนาคต ทริสเรทติ้งกล่าว บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) (MBK) อันดับเครดิตองค์กร: คงเดิมที่ A- อันดับเครดิตตราสารหนี้: MBK108A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2553 คงเดิมที่ A- MBK117A: หุ้นกู้ไม่มีประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2554 คงเดิมที่ A- หุ้นกู้ไม่มีประกันในวงเงินไม่เกิน 3,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2556 A- แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable (คงที่)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ