ญี่ปุ่นเป็นตลาดนำเข้ายางรถยนต์รายสำคัญของโลกด้วยมูลค่าการนำเข้าสูงกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯ ทั้งนี้คาดว่าความต้องการนำเข้ายางรถยนต์ของญี่ปุ่นจะยังคงอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกรถยนต์ของไทยจะขยายการส่งออกไปญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น
ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดยางรถยนต์ในญี่ปุ่นมีดังนี้
-ประเภทยางรถยนต์ที่นำเข้า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ใหม่และยางรถยนต์สำหรับทดแทนยางเก่า ทั้งนี้ความต้องการนำเข้าเพื่อทดแทนยางเก่าขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของยางเดิม ระยะทางใช้รถ และภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
-ส่วนแบ่งตลาดยางรถยนต์ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2546 ประเทศที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดในญี่ปุ่นคือสหรัฐฯ (28.4%) รองลงมา คือ อินโดนีเซีย (14.3%) ไทย (8.7%) และเยอรมนี (8.5%) ยางรถยนต์ที่ญี่ปุ่นนำเข้ามากที่สุดคือ ยางสำหรับรถยนต์นั่ง (72.7% ของมูลค่านำเข้ายางรถยนต์ทั้งหมด) รองลงมาคือยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ (10.8%) ยางสำหรับรถจักรยานยนต์ (7.5%) ยางสำหรับรถจักรยาน (3%) และยางสำหรับรถชนิดอื่นๆ (6%) ตามลำดับ สำหรับยางรถยนต์ที่ไทยครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดคือ ยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่
-ระเบียบการนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่
-ภาษีนำเข้า ทุกประเทศเสียภาษีนำเข้ายางรถยนต์ในอัตราร้อยละ 0 เนื่องจากญี่ปุ่นเปิดให้นำเข้ายางรถยนต์ได้เสรี แต่ต้องเสียภาษีการบริโภคในอัตราร้อยละ 5 ของราคานำเข้าที่รวมค่าขนส่งและประกันภัย (Cost Insurance and Freight:CIF)
-มาตรฐานสินค้า ญี่ปุ่นกำหนดให้ยางรถยนต์นำเข้าต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนดใน Road Vehicles Act ของญี่ปุ่น อาทิ ขนาดและคุณสมบัติของยางต้องเหมาะสมกับประเภทของรถยนต์
-ช่องทางการนำเข้า มี 3 ช่องทาง คือ
-นำเข้าโดย Trading company ซึ่งจะจัดจำหน่ายยางรถยนต์ต่อให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น
-นำเข้าโดยบริษัทจำหน่ายส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นยางรถยนต์เพื่อใช้ทดแทนยางเก่าที่มีราคาปานกลางและราคาถูกจากประเทศในแถบเอเชีย อาทิ ไทย อินโดนีเซีย และไต้หวัน
-นำเข้าโดยบริษัทพันธมิตรในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นยางรถยนต์ของผู้ผลิตในประเทศแถบตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทในญี่ปุ่น
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2547 ไทยส่งออกยางรถยนต์ไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 24.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 71.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นขยับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกยางรถยนต์อันดับ 1 ของไทยแทนที่สหรัฐฯ และฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางรถยนต์อันดับ 1 ของไทยในปี 2545 และปี 2546 ตามลำดับ--จบ--
--ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กุมภาพันธ์ 2548--
-พห-
ข้อมูลเบื้องต้นที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดยางรถยนต์ในญี่ปุ่นมีดังนี้
-ประเภทยางรถยนต์ที่นำเข้า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ใหม่และยางรถยนต์สำหรับทดแทนยางเก่า ทั้งนี้ความต้องการนำเข้าเพื่อทดแทนยางเก่าขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานของยางเดิม ระยะทางใช้รถ และภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
-ส่วนแบ่งตลาดยางรถยนต์ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2546 ประเทศที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดในญี่ปุ่นคือสหรัฐฯ (28.4%) รองลงมา คือ อินโดนีเซีย (14.3%) ไทย (8.7%) และเยอรมนี (8.5%) ยางรถยนต์ที่ญี่ปุ่นนำเข้ามากที่สุดคือ ยางสำหรับรถยนต์นั่ง (72.7% ของมูลค่านำเข้ายางรถยนต์ทั้งหมด) รองลงมาคือยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ (10.8%) ยางสำหรับรถจักรยานยนต์ (7.5%) ยางสำหรับรถจักรยาน (3%) และยางสำหรับรถชนิดอื่นๆ (6%) ตามลำดับ สำหรับยางรถยนต์ที่ไทยครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดคือ ยางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่
-ระเบียบการนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่
-ภาษีนำเข้า ทุกประเทศเสียภาษีนำเข้ายางรถยนต์ในอัตราร้อยละ 0 เนื่องจากญี่ปุ่นเปิดให้นำเข้ายางรถยนต์ได้เสรี แต่ต้องเสียภาษีการบริโภคในอัตราร้อยละ 5 ของราคานำเข้าที่รวมค่าขนส่งและประกันภัย (Cost Insurance and Freight:CIF)
-มาตรฐานสินค้า ญี่ปุ่นกำหนดให้ยางรถยนต์นำเข้าต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนดใน Road Vehicles Act ของญี่ปุ่น อาทิ ขนาดและคุณสมบัติของยางต้องเหมาะสมกับประเภทของรถยนต์
-ช่องทางการนำเข้า มี 3 ช่องทาง คือ
-นำเข้าโดย Trading company ซึ่งจะจัดจำหน่ายยางรถยนต์ต่อให้กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่น
-นำเข้าโดยบริษัทจำหน่ายส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นยางรถยนต์เพื่อใช้ทดแทนยางเก่าที่มีราคาปานกลางและราคาถูกจากประเทศในแถบเอเชีย อาทิ ไทย อินโดนีเซีย และไต้หวัน
-นำเข้าโดยบริษัทพันธมิตรในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นยางรถยนต์ของผู้ผลิตในประเทศแถบตะวันตกซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทในญี่ปุ่น
ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2547 ไทยส่งออกยางรถยนต์ไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 24.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวสูงถึง 71.1% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2546 มูลค่าส่งออกที่ขยายตัวสูงดังกล่าวส่งผลให้ญี่ปุ่นขยับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกยางรถยนต์อันดับ 1 ของไทยแทนที่สหรัฐฯ และฮ่องกงซึ่งเป็นตลาดส่งออกยางรถยนต์อันดับ 1 ของไทยในปี 2545 และปี 2546 ตามลำดับ--จบ--
--ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กุมภาพันธ์ 2548--
-พห-